Posted on

คดีพลิก น้องฟลุ๊ควัย 9 ขวบเผย ไม่ได้พลัดหลง แต่ตั้งใจหนี เหตุทนแม่เลี้ยงทารุณไม่ไหว

     จากกรณีที่มีกระแสข่าวในโลกโซเชียลว่า ให้ช่วยกันตามหา ด.ช.พีระพงษ์ หรือ ฟลุ๊ค ลีฉลาด อายุ 9 ขวบ ที่พลัดหลงกับพ่อที่เยาวราช เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2559 เวลาประมาณ 22.00 น. ซึ่งก็ได้มีการแชร์ภาพของน้องฟลุ๊คออกไปทางโซเชียล

คดีพลิก น้องฟลุ๊ควัย 9 ขวบ

     พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบตร แถลงข่าว มีพลเมืองดีได้พบน้องฟลุ๊คในสภาพเนื้อตัวมอมแมม ร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเดินอยู่หน้าวัดราษฎร์บำรุง ซ.เพชรเกษม 69 แขวงหลักสอง เขตบางแค กทม.จึงได้รับตัวน้องฟลุ๊คมาดูแล แล้วแจ้งให้พ.ต.ต.อนุชา อนันต์อุปถัมป์ สว.กก.ดส.และ พ.ต.ท.พงศ์นรินทร์ เหล่าเขตกิจ รอง ผกก.สส.สน.จักรวรรดิ์ มารับตัวที่อพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่ง ภายในซอยอินทปัจ 9 แยกที่ 4 แขวงหลักสอง เขตบางแค เมื่อเวลา 20.00 น.ของเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา

     จากการสอบสวนเบื้องต้นน้องฟลุ๊คให้การว่า สาเหตเพราะทนกับการถูกเเม่เลี้ยงทารุณทำร้ายไม่ไหว จึงตัดสินใจหนีออกมาแบบไร้จุดมุ่งหมาย

     ต่อมาเวลา 14.00 น. วันที่ 30 ต.ค .ที่สน.หลักสอง นางนิชาภา อายุ 33 ปี ได้พา น้องฟลุ๊ค อายุ 9 ขวบ บุตรชาย เข้าพบ พ.ต.ต.ณภัทร แสนธรรม สว.(สอบสวน) สน.หลักสอง เข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับนางสุพัฒน์ตรา อายุประมาณ 30 ปี แม่เลี้ยง ที่ทำร้ายลูกชายมานานเกือบ 3 ปี

     โดยนางนิชาภาให้การว่า ตนทำงานเป็นผู้จัดการปั๊มแห่งหนึ่งย่านหนองแขม ส่วนนายวีระพงษ์ อายุ 33 ปี พ่อของน้องฟลุ๊คเป็นกัปตันอยู่ที่เดียวกัน ต่อมานางสุพัฒน์ตรา (เเม่เลี้ยง) ได้มาสมัครเป็นกัปตันที่ปั๊มเดียวกันอีก และทั้งคู่ก็มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน เมื่อตนจับได้จึงไล่ทั้ง 2 คนออก แล้วเลิกรากับนายวีระพงษ์ตั้งแต่ประมาณปี 2554 นายวีระพงษ์จึงไปอยู่กินกับนางสุพัฒน์ตราแบบจริงจัง จนมีลูกด้วยกันอีก 2 คน

     ส่วนตนนั้นมีลูกกับนายวีระพงษ์ 2 คน คือ น้องฟลุ๊ค กับน้องสาว อายุ 7 ขวบ จนกระทั่งช่วงสงกรานต์ปี 2557 นายวีระพงษ์ ได้มารับลูกทั้ง 2 คนไปเลี้ยง เพราะอ้างว่าตนไม่มีเวลาเลี้ยงดูลูก ซึ่งนานๆ ตนก็จะแวะไปเยี่ยมลูกสักที แต่ลูกก็ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง กระทั่งลูกถูกทำร้ายจนทนไม่ได้ หนีออกมา แล้วมีรุ่นน้องตนจำหน้าน้องฟลุ๊คได้ จึงแจ้งให้ตนและตำรวจทราบ เท่าที่ฟังลูกเล่า ตนเห็นร่องรอยบาดแผล เกิดความสงสารลูกมากและจะเอาเรื่องนางสุพัฒน์ตราให้ถึงที่สุด

     ด้านน้องฟลุ๊คให้การว่า ในระหว่างที่อยู่กับนางสุพัฒน์ตรา ถูกบังคับให้ทำงานหนัก ไม่มีวันหยุด และไม่ยอมให้ไปเรียนหนังสือต่อ ทั้งๆ ที่ตนเรียนถึงชั้นประถม 2 ที่โรงเรียนหมู่บ้านเศรษฐกิจ (พุ่มประดับราษฎร์สามัคคี) เมื่อตนทำงานช้าก็จะถูกแม่เลี้ยงทำร้ายด้วยวิธีต่างๆ เช่น หยิกตามลำตัว ใช้สันมีดปอกผลไม้สับที่หัวเข่า และศีรษะ ใช้ปากกาแทงที่ฝ่ามือ กัดใบหู ใช้ส้อมแทงเข้าไปในหู แม้กระทั่งหักนิ้วนางข้างซ้ายจนกระดูกหัก และแม่เลี้ยงยังเคยบังคังให้น้องสาวตนมากัดหูตนด้วย และยังบังคับให้ตนเอาชามกระเบื้องปาพ่อตน แต่พ่อตนรู้ทันจึงคว้าชามเอามาปาใส่ตน จนถูกช่วงเอ็นร้อยหวายข้างซ้ายเป็นแผลฉกรรจ์

     และทุกครั้งแม่เลี้ยงก็บังคับไม่ให้ไปบอกใคร มิเช่นนั้นจะโดนมากกว่านี้ ตนทนกับการกระทำของแม่เลี้ยงไม่ไหวจนหนีออกจากบ้านมา 2 ครั้งแล้ว ซึ่งครั้งนี้ตนคิดว่าจะไม่ทนอีกต่อไป เพราะสักวันอาจถูกท้ายจนพิการก็เป็นได้

     พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำเบื้องต้น และได้ทำหนังสือส่งตัวน้องฟลุ๊คไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลกลางเพื่อหาร่องรอยของการถูกทำร้าย แล้วจะได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาร่วมสอบปากคำน้องฟลุ๊ค และจะได้เรียกตัวนางสุพัฒน์ตรามาสอบสวนดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป