Posted on

อาหารชีวจิต

เป็นแนวทางการรับประทานอาหารที่ ดร.สาทิส อินทรกำแหง ศึกษาและปรับปรุงจากหลักการของแมคโครไบโอติกส์ ให้เหมาะสมกับสภาพวิถีชีวิตของคนไทยและเมืองไทยและให้ง่ายต่อการจัดหา ปรุง และรับประทาน

กล่าวโดยรวมๆ อาหารชีวจิต คือ อาหารชั้นเดียว หมายถึง เป็นอาหารที่คงสภาพตามธรรมชาติเดิมไว้มากที่สุด ไม่ต้องผ่านการปรุงแต่งมากมาย และคงรสชาติเดิมๆของอาหารไว้มากที่สุด
เช่นว่า

health1-27

ข้าว ก็เพียงแค่กระเทาะเปลือกออกกลายเป็นข้าวกล้อง ไม่ต้องขัดสีจนขาวจั๊วะ

ทั้งนี้ อาหารชีวจิตไม่เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อหรือบาปบุญคุณโทษ แต่เป็นการนำความรู้ทางโภชนาการขั้นสูงมาพิจารณาอาหารต่างๆ แล้วเลือกสรรเฉพาะอาหารที่ให้คุณค่าแก่ร่างกายและจิตใจมากที่สุด ที่สำคัญเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดสารพิษ “ท็อกซิน – Toxin” ตกค้างน้อยที่สุด

อาหารที่ชีวจิตแนะนำให้ “งด”

  • เนื้อสัตว์ย่อยยาก ได้แก่ เนื้อ หมู ไก่
  • แป้งขัดขาวและผลิตภัณฑ์จากแป้งขัดขาวทุกชนิด
  • น้ำตาลฟอกขาวและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลฟอกขาวทุกชนิด
  • ไขมันเลว คือไขมันอิ่มตัว ได้แก่ ไขมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม และกะทิ
  • และแนะนำให้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้สมดุลตาม สูตรสัดส่วนอาหารชีวจิต

อย่างไรก็ตาม อาหารชีวจิตนั้นนอกจากคำนึงถึงคุณประโยชน์แล้ว ยังให้ความสำคัญกับความอร่อย และต้องน่ากินด้วย คือ ถึงแม้รสชาติจะไม่จัดจ้านเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด แต่เราเน้นความกลมกล่อมแบบพอดีๆ

ถ้าคุณยังนึกภาพเมนูอาหารชีวจิตไม่ได้ ลองดูที่ ครัวชีวจิต หรือตำราอาหารชีวจิตในหมู่ชาวชีวจิตเราพูดกันเสมอว่า การทำอาหารให้อร่อยนั้น ไม่ได้ยากเกินไป เพียงแต่ต้องใช้ฝีมือ ใช้ความรัก และความสนใจของแต่ละคน เรียกว่า “ทำและกินด้วยความรักและนับถือ”

ความรักนั้นคือ ความรักอาหาร และรักในการทำอาหาร มีความสนุกและเพลิดเพลินในการทำและกิน

ส่วนความนับถือนั้น เราต้องนับถือว่า อาหารนี้แหละคือสิ่งที่ให้ชีวิตแก่เรา และจะกลายเป็นเลือดเป็นเนื้อของเราเอง
เราเป็นหนี้บุญคุณของอาหาร

Posted on

ชีวจิต

เป็นแนวความคิดต่อเรื่องสุขภาพแบบองค์วม(Holistic) คือผนวกรวมเอา “ชีว” ที่หมายถึง “กาย” รวมเข้ากับ “จิต” ที่หมายถึง “ใจ” ให้เป็นสองภาคของชีวิตที่มีผลต่อกันและกันโดยตรง

ไม่อาจแยกกายออกจากจิต และจิตย่อมกระทบถึงกายเช่นเดียวกัน ความหมายและการปฏิบัติตัวตามแนวทางของชีวจิต จึงอาจอธิบายได้ว่า คนเราจะมีความสุขความแข็งแรงได้ก็ต่อเมื่อกายและใจทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Wholeness as Perfection)

การใช้ชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติ บริสุทธิ์ละเรียบง่าย เป็นแก่นความคิดสำคัญอีกประการหนึ่งของชีวจิต ใช้ชีวิตในที่นี้หมายรวมถึง การบริโภคอาหารสุขภาพที่มาจากธรรมชาติและมีการดัดแปลงน้อยที่สุด รวมถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ใดๆที่มาจากธรรมชาติหรือใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้ชีวิตหลุดพ้นจากความยุ่งเหยิงวุ่นวายของสังคมแบบวัตถุนิยมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสมัยใหม่นานัปการ

แนบเนื่องกับแนวปฎิบัติทางร่างกาย ต้องมีการปฏิบัติทางใจควบคู่ไปด้วย เป้าหมายของการฝึกจิตใจ เป็นไปเพื่อความสงบ เกิดปัญญา มองเห็นสัจธรรมของโลกและชีวิต ทั้งนี้การใช้ชีวิตและจิตใจให้เป็นไปตามแนวทางของชีวจิตไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อน ตรงข้ามกลับเป็นความพยายามทำชีวิตให้เรีบบง่ายที่สุด แจ่มใสและมีความกลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สุขภาพเกิดความสมดุลและกระตุ้นให้ ภูมิชีวิต (Immune System) ที่เป็นเกราะคุ้มกันสุขภาพตามธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การจะตรวจสอบว่าตัวเองดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงกับแนวชีวจิตเพียงใด หรือบกพร่องไปเพียงใดนั้น อาจทดสอบได้จากหลักการของ FASJAMM ซึ่งว่าด้วยรูปแบบและอาการต่างๆทางกายและจิต ที่ทำให้บุคคลนั้นๆ มีสุขภาพกายและจิตแตกต่างกันไป

จึงอาจพูดได้ว่า เมื่อระวังรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอตามแนวคิดของชีวจิต ภูมิชีวิตซึ่งเป็นหมอภายในร่างกายของมนุษย์ก็ย่อมทำงานได้เต็มหน้าที่ เป็นเครื่องป้องกันด่านแรกที่คุ้มกันเราจากโรคทั้งปวง แต่เมื่อใดก็ตามหากเกิดเหตุสุดวิสัย มีโรคภัยไข้เจ็บเกิดกับร่างกาย การรักษาตามแนวทางของชีวจิต ยังคงยึดหลักของการเยียวยาแบบองค์รวม เช่นเดียวกับการป้องกันในเบื้องต้น วิธีบำบัดหลักๆของชีวจิต ได้ผสมผสานองค์ความรู้และวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้

1ใช้ธรรมชาติเป็นยา

2ใช้อาหารเป็นยา

3 ใช้แนวทางการแพทย์แบบผสมผสาน

  • แผนปัจจุบัน Conventional , Orthodox , Allopathic
  • Wholistic (Holistic)
  • Macrobiotics
  • แบบจีนและการฝังเข็ม
  • อายุรเวทและโยคะ
  • สมุนไพร
  • การนวดกดจุด การนวดฝ่าเท้า และบริหารโดอิน
  • แบบอื่นๆ

4 การบริหารและการออกกำลัง (ใช้แบบผสมผสาน)

  • โดอิน / โยคะ / นวดกดจุด
  • การยืด ส่ง และดัน
  • Chiropractic
  • การรำตะบอง

แต่ก่อนจะถึงมือแพทย์ หรือลงมือรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกใดๆก็ตาม หนทางที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพ ตามแนวชีวจิต ก็คือการป้องกันสุขภาพไว้แต่ต้นมือ โดยให้สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตแต่ละวันนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารชีวจิต การกระตุ้นให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แก้อาการอ่อนเพลียด้วย น้ำอาร์ซี ซึ่งมีส่วนผสมของกลูโคส DNA/RNA และวิตามินแร่ธาตุจากธรรมชาติ การบริโภค น้ำเอนไซม์ ที่คั้นจากผักและผลไม้สดๆที่จะช่วยบำรุงระบบต่างๆของชีวิตให้ทำงานได้ดีขึ้น

รวมไปถึงการขจัดพิษ (TOXIN) ซึ่งเกิดจากเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม มลภาวะต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่จากความเครียดที่สะสมชีวิตประจำวัน ให้บรรเทาเบาบางไปจากร่างกายด้วยการล้างพิษ หรือเรียกง่ายๆ ว่าการทำ “ดีท็อกซ์” (DETOXIFICATION) เมื่อพิษต่างๆลดลง ก็จะทำให้ระบบภูมิชีวิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมไม่ให้เกิดการสะสมใหม่เพิ่มมากขึ้นอีก

อุดมการของชีวจิต มีอยู่ 5 ข้อ คือ ชีวิตที่ยึดเอาธรรมชาติเป็นหลัก , ชีวิตที่มีความพอดีและเรียบง่าย , ชีวิตที่เป็นไปเพื่อความเป็นเลิศของสุขภาพกาย-ใจ , ชีวิตที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและรักกันฉันพี่น้อง และ ชีวิตที่ดำเนินไปเพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ เพียงปฏิบัติได้ตามหลักการเหล่านี้ก็เท่ากับเข้าใจแนวคิดของชีวจิตอย่างถ่องแท้แล้ว

Posted on

อาหารชีวจิต คืออะไร มีผลดีต่อร่างการอย่างไร


อาหารชีวจิต

นั้นเป็น อาหาร ที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย และจิตใจมากมายนัก เพราะ อาหารชีวจิตเป็นอาหารที่มีสารพิษตกค้างในปริมาณที่น้อยที่สุดหรือเป็นอาหารที่ปลอดภัยจากสารปนเปื้อนที่สำคัญไปกว่านั้น  เป็นอาหารที่ ยังคงความเป็นธรรมชาติไม่ทำให้สารอาหารนั้นหายไปจากอาหารเพื่อเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ ของผู้บริโภคมากที่สุด อาหารชีวจิตนั้นมีอยู่หลายเมนูบางคนอาจคิดว่าอาหารชีวจิตนั้นหาทานยาก หรือบางคนอาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำไป
ชีวจิต มีผลดีต่อร่างการอย่างไร

1. อาหารชีวจิตคืออะไร

2. อาหารชีวจิตมีอะไรบ้าง

3. สูตรสัดส่วนอาหารชีวจิต

4. แนะนำอาหารชีวจิต
อาหารชีวจิตคืออะไร

เป็นอาหารที่เหมาะกับ คนไทยเป็นอย่างมาก เพราะวิถีชีวิต ในการดำรงชีวิต ความเป็นอยู่ ของคนไทย จะไม่ค่อยยุ่งยากวุ่นวายมากนัก โดยคนไทยในชนบท จะรับประทาน อาหาร หรือ  สิ่งที่นำมารับประทาน จะหาได้ง่ายๆ ตามธรรมชาติ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งตรงกับ หลักของ แมคโครไบโอติกส์ ที่ได้กล่าวคือ “อาหารชีวจิต เป็นอาหารชั้นเดียว ซึ่งความหมายก็คือ  เป็นอาหารที่ ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีในการปรุงมากมาย โดยพยายามให้คง รสชาติเดิมๆ และมีความคงสภาพตามธรรมชาติ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด เช่น ข้าวที่ใช้เพียงการกะเทาะเปลือกออก เท่านั้น”

อาหารชีวจิต นั้นเป็นการให้ความรู้ทางด้านการโภชนาการชั้นสูง ซึ่งเป็นการเพิ่มองค์ความรู้ให้กับผู้ที่ต้องการเลือกสรรอาหารที่ดีมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อร่างกาย และจิตใจและที่สำคัญ อาหารชีวจิต ยังเป็นอาหาร ที่มีสารพิษ ตกค้างน้อยที่สุดอีกด้วยปัจจุบันก็มีคนส่วนใหญ่หันมาสนใจอาหารชีวจิตมากขึ้นด้วย
อาหารชีวจิตมีอะไรบ้าง

มื้อเช้า หลังจากตื่นนอนขึ้นมา ให้ดื่มน้ำเปล่าเป็นอันดับแรก ตามด้วยน้ำผลไม้คั้น ที่คั้นเองสดๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำส้มคั้น น้ำแตงโมปั่นฯลฯ สำหรับอาหารเช้านั้น นับได้ว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ เป็นอย่างมาก การได้รับประทาน ข้าวกล้องต้ม กับอาหารที่ปรุงด้วยผัดผักสัก 1 อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ผัดผักบุ้ง ผัดผักกาดขาว ผัดผักตำลึง ฯลฯ บวกกับไข่เจียว หรือ จะเป็นปลาทอดอาจจะเป็นปลาสลิด, ปลาแซลมอน, ปลาสำลีทอด สัก 1 ตัว เป็นอย่างนี้ทุกๆเช้า รับรองสุขภาพดีแน่ๆ หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว หาผลไม้สดตามฤดูกาล ที่แช่ไว้ในตู้เย็นรับประทานตบท้ายด้วย ไม่ว่าจะเป็น กล้วย ฝรั่ง แอปเปิ้ล ส้ม แตงโม องุ่น มะขามหวาน ฯลฯ ผลไม้ทุกชนิด ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น

มื้อกลางวัน มื้อนี้ คนส่วนใหญ่ จะต้องไปรับประทานอาหารกลางวัน ในที่ทำงาน ซึ่งอาจจะ หาอาหารชีวจิต รับประทานได้ยากหน่อย แต่ก็ไม่ต้อง กังวลมากนัก จะให้ดีให้เตรียม ข้าวกล้องที่เราหุง รับประทานในตอนเช้า ใส่ปิ่นโตไปทำงานด้วย และหาซื้อกับข้าวสัก 1-2 อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ปลาทอด ฯลฯ หรือเพื่อไม่เป็นการจำเจ จะเปลี่ยนเป็นการ รับประทาน ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หรือผัดหมี่ แบบชีวจิตบ้างก็ได้ แต่ที่สำคัญไม่ควรจะมองข้าม คือการรับประทาน น้ำผลไม้คั้นสดๆ เป็นประจำทุกๆ วัน

มื้อเย็น สำหรับมื้อเย็นเป็นช่วงที่ ร่างกายต้องการพักผ่อน จึงไม่จำเป็นต้องรับประทาน อาหารที่มีพลังงานมากจนเกินไป จึงไม่ควรรับประทานมื้อเย็นมากเกินไป เพราะ จะทำให้อ้วนได้ สำหรับอาหารมื้อเย็นอาจจะเป็นข้าวกล้อง รับประทานกับ อาหารชีวจิตมีอะไรบ้าง อาทิเช่น แกงส้ม แกงผักหรือผัดผักรวมมิตร น้ำพริกผักต้ม สลัดผัก นึ่งปลา ฯลฯ และต้องไม่ลืมที่จะต้องดื่มน้ำผลไม้คั้นสดๆเองกับมือปิดท้ายด้วยทุกครั้ง และทุกๆ วันหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ
สูตรสัดส่วนอาหารชีวจิต

อาหารชีวจิต คือ อาหารชั้นเดียว หมายถึง เป็นอาหารที่คงสภาพตามธรรมชาติเดิมไว้มากที่สุด ไม่ต้องผ่านการปรุงแต่งมากมาย และคงรสชาติเดิมๆของอาหารไว้มากที่สุด

อาหารที่ชีวจิตแนะนำให้ “งด”
– เนื้อสัตว์ย่อยยาก ได้แก่ เนื้อ หมู ไก่
– แป้งขัดขาวและผลิตภัณฑ์จากแป้งขัดขาวทุกชนิด
– น้ำตาลฟอกขาวและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลฟอกขาวทุกชนิด
– ไขมันเลว คือไขมันอิ่มตัว ได้แก่ ไขมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม และกะทิ

แนะนำให้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้สมดุลตามสูตรสัดส่วนอาหารชีวจิต

1. อาหารประเภทแป้งซึ่งไม่ขัดขาว

เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ถ้าเป็นข้าวโพด จะเป็นข้าวโพดทั้งเมล็ดหรือทั้งฝัก และถ้าเป็นแป้งขนมปัง ก็เป็นขนมปังโฮลวีท และถ้าจะให้เป็นแป้งกลุ่มคอมเพล็กซ์ คาร์โบไฮเดรต คือเป็นแป้งหลายชั้นซึ่งมีโปรตีนปนอยู่ด้วย ก็ควรเติมมันเทศ มันฝรั่ง เผือก ฟักทองลงไป

กลุ่มนี้ รับประทาน 50% หรือครึ่งหนึ่งของแต่ละมื้อ

2. ผัก
ใช้ทั้งผักดิบและผักปรุงสุกอย่างละครึ่ง ผักถ้าปลูกเอง ไม่ใช้สารเคมีจะดีที่สุด แต่ถ้าต้องซื้อจากตลาด ต้องเลือกผักที่ปลอดสาร ล้างผ่านน้ำ และแช่น้ำด่างทับทิมหรือแช่น้ำส้มสายชูเจือจางสัก 1-2 ชั่วโมง ก็จะช่วยล้างสารพิษได้ด้วย

รับประทานผักหนึ่งในสี่หรือ 25% ของปริมาณอาหารที่กินในแต่ละมื้อ

3. ถั่วต่างๆ อยู่ในประเภทโปรตีน
เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร

รับประทาน 15% ของแต่ละมื้อ

นอกจากนี้ จะใช้โปรตีนจากสัตว์เป็นครั้งคราว คือ ไข่ ปลา และอาหารทะเล สัปดาห์ละ 1-2 มื้อ

4. เบ็ดเตล็ด
ประเภทแกงก็เป็น แกงจืด แกงเลียง
ประเภทซุป ก็เป็นมิโซ่ซุป (มิโซ่ = เต้าเจี้ยวญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง)
ประเภทของขบเคี้ยว งาสดและงาคั่ว ใช้โปรอาหารต่างๆได้ทุกอย่าง ถั่วคั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม เมล็ดดอกทานตะวัน
ผลไม้สด ต้องเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง มะละกอห่าม มะม่วงดิบ พุทรา

Posted on

เมนูอาหาร เพื่อสุขภาพ : มะม่วง ราชาแห่งผลไม้ของชาวอเมริกัน


มะม่วงเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ไม่สูงและเป็นแห่งรวมของเบตาแครอทีน, วิตามินและโพแทสเซียม

ซึ่งมีประโยชน์กับร่างกายและสุขภาพของเรา ชาวอเมริกันชอบมะม่วงมาก เพราะฤดูกาลของมะม่วงจะมีแค่เดือนพฤษภาคมและมิถุนายน

การ รับประทานมะม่วงสุกจะทำให้ได้รสชาติหวานสดชื่น มะม่วงที่สุกงอมได้ที่จะมีกลิ่นหอมและรสชาติดีมาก แต่ถ้าไม่สามารถหาซื้อมะม่วงสุกได้ ท่านก็สามารถซื้อมะม่วงดิบที่ยังเป็นสีเขียวมาเก็บไว้ที่บ้าน และทิ้งไว้รอเวลาสุกงอม  – เทคนิคในการบ่มมะม่วงให้สุกของพวกเขาคือนำมะม่วงใส่ไว้ในถุงกระดาษรวมกับ แอปเปิ้ล เพื่อรักษาอุณหภูมิให้พอเหมาะ
การหั่นมะม่วงสุก ควรหั่นมาตามแนวยาวของเมล็ดก่อนแล้วจึงหั่นแบ่งเป็นชิ้นย่อยๆอีกครั้ง หั่นแบบนี้กับมะม่วงทั้งสองฝั่ง มิฉะนั้นแล้วถ้าท่านตามแนวขวางของผลมะม่วงก่อน จะทำให้มะม่วงที่ท่านหั่นออกมาเละ

สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของมะม่วงนั้นมีมากมาย เรามาดูกันว่ามะม่วงมีประโยชน์อะไรบ้าง
สรรพคุณทางยา :
มะม่วงดิบ : มะม่วงดิบสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้และวิงเวียนศีรษะได้ และยังช่วยลดอาการกระหายน้ำ
มะม่วงสุก : มะม่วงสุกเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ลดอาการท้องอืด
สำหรับข้อมูลที่น่าสนใจจากสูตรสมุนไพรไทย เปลือกมะม่วงดิบ สามารถนำมาคั่วกับน้ำตาลรับประทานแก้อาการปวดเมื่อยเมื่อมีประจำเดือน แก้ปวดประจำเดือนได้อีกด้วย

Posted on

สมองดี ความจำดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

108health_2475

สำหรับท่านที่อยู่ในวัยเรียนและวัยทำงาน ทำให้ต้องใช้สมองอย่างมากในการเรียนและการทำงาน เรามาดูกันว่าเราจะบำรุงสมองของเรายังไง ให้สมองดีขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนและการทำงาน

อาการ “เบลอ” หรือความอ่อนล้าของสมอง พบบ่อยในวัยหนุ่ม-สาว ไฟแรงที่ต้องใช้ทั้งพลังสมอง และพลังกาย เมื่อเลิกงานจะทำให้เกิดอาการเพลียอยู่บ่อยๆ
สิ่งที่จะมาช่วยในการลดความอ่อนล้าและอ่อนเพลียก็ไม่ควรมองข้าม “อาหาร”

และอาหารใกล้ตัวต่อไปนี้ ควรรับประทานเป็นประจำ เพราะมีประโยชน์ต่อสมองอย่างมหาศาล และอุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิดช่วยในการบำรุงร่างกายอีกด้วย
อาหารประเภท “ปลา”

โดยเฉพาะพวกปลาทู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน จะประกอบไปด้วยโอเมก้า 3และ DHA มากกว่าอาหารชนิดอื่น สารอาหารเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเซลล์สมอง และระบบประสาทให้ไวต่อการตอบสนอง ทำให้สมองกระฉับกระเฉง มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น

กินผักบำรุงสมอง “ผักใบเขียวเข้ม”

เช่น ผักโขม และ ผักคะน้า ซึ่งหาซื้อได้ง่าย อุดมไปด้วยวิตามินอี และโฟเลต จะช่วยในการชะลอปัญหาความจำเสื่อม ลดการเปลี่ยนแปลงความจำของสมอง
ผลไม้มีประโยชน์ “ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่”

เช่น บลูเบอร์รี่  สตรอเบอร์รี่ ประกอบไปด้วยวิตามินซีสูง และไฟโตนิวเทรียนต์ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยคืนสดชื่นให้ระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้ากำลังสู่วัยกลางคน
วิตามินจาก “เมล็ดธัญพืช”

อุดมไปด้วยวิตามินบี1,วิตามินบี2,วิตามินบี6,วิตามินบี12 และยังอุดมไปด้วยไฟ เบอร์ มีผลดีกับเซลล์ประสาท ลดความบกพร่องในกระบวนการคิด
นอกจากการรับประทานอาหารบำรุงสมองที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ควบคู่ไปด้วย ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ จึงจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีสุด

Posted on

เมนูอาหาร “ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต” เป็นเมนูอาหารที่สามารถทำได้ง่ายๆ และมีประโยชน์มากมาย

108health_2439

ในช่วงวันหยุดยาวหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ การนอนพักผ่อนอยู่บ้านแบบสบายๆ จิบเบียร์ นอนดูหนัง การกินจุบจิบต่างๆ อาจจะทำให้ความอ้วนมาเยือนท่านได้ไม่ยาก

เพื่อไม่ให้ท่านหิวบ่อย รับประทานอาหารบ่อยครั้ง ท่านควรเลือกอาหารที่อิ่มนาน อย่างเช่น
“ข้าว โอ๊ต ธัญพืชที่รับประทานแล้วทำให้รู้สึกอิ่มนาน ทำให้จำนวนการกินจุบจิบน้อยลง ก็เท่ากับช่วยให้ท่านได้ควบคุมน้ำหนัก หรือลดความอ้วนไปด้วย”

และข้าวโอ๊ตยังประกอบไปด้วยไฟเบอร์แบบละลายน้ำ ชื่อว่า เบต้า-กลูแคน มีประโยชน์ทางด้านระบบขับถ่าย ที่สำคัญคือกากใยอาหารหรือไฟเบอร์ที่ประกอบอยู่ในข้าวโอ๊ต ทำหน้าเหมือนกับฟองน้ำที่จะมาช่วยซับคอเลสเตอรอลในลำไส้ แล้วขับออกมาจากร่างกายโดยการขับถ่าย ทำให้ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด และโรคหัวใจ

ถ้าหากท่านทราบประโยชน์ของข้าวโอ๊ตแล้ว แต่ติดอยู่ที่รสชาติไม่อร่อยเหมือนข้าวสวย ท่านก็ลองทำเมนูของง่ายๆ เช่น ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต เพียงแค่มีโยเกิร์ตธรรมดาๆสัก 1ถ้วย หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ใส่ข้าวโอ๊ตที่ สุกแล้วลงไปผสมประมาณ 2ช้อนโต๊ะ แล้วเติมน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มรสหวานตามชอบ จะช่วยชูรสให้อร่อยยิ่งขึ้น รับประทานง่าย และยังสามารถใส่ผลไม้ต่างๆ เช่น สัปปะรด หรือกล้วยหอม เพิ่มไปได้อีก
“หากท่านไม่ชอบรับประทานโยเกิร์ต ท่านก็สามารถใช้นมสดแทนได้”

โดยการใช้นมสดสัก 1กล่อง ( 250 cc ) อุ่นนมให้ร้อน ระหว่างอุ่นให้เติมข้าวโอ๊ต และน้ำผึ้งลงไป คนเรื่อยๆจนเข้ากันแค่นี้ก็เรียบร้อย ตักใส่ถ้วย ควรรับประทานตอนนมอุ่นๆ ไม่ควรปล่อยให้เย็น เพราะจะทำให้ข้าวโอ๊ตอืด นมไม่น่ารับประทานและทำให้เสียรสชาติไปถ้าหากปล่อยให้เย็น

Posted on

เมนูสุขภาพ ยำสาหร่ายปูอัด

108health_1978
เมนุอาหารเพื่อสุขภาพ และ เพื่อการลดน้ำหนักมาแล้วจ๊ะ สำหรับสาวๆที่อยากจะควบแคลอรี่อาหาร ทานแล้วไม่อ้วน วันนี้เราขอเสนอเมนูยำสาหร่ายปูอัด..อร่อยเด็ด..

ยำสาหร่ายปูอัด เป็นเมนูที่เราอยากน้ำเสนอสุดๆสำหรับ คุณผู้หญิงที่กำลังดูแลสุขภาพ รักษาหุ่น หรือต้องการลดน้ำหนัก เพราะมีแคลอรี่ที่น้อย มำง่ายไม่ยุ่งยาก แถมมีไขมันที่น้อยมาก เพราะไม่ผ่านการทอดๆผัดๆ เีพียงแต่ยำแซ่บๆ ให้ได้อร่อย จัดจ้าน สไตล์ญี่ปุ่น ที่เพิ่มความอร่อยด้วยสาหร่าย ที่ไม่มีไขมัน ได้โปรตีนประโยชน์เพื่อสุขภาพ เรามาลองดูวิธีการปรุงกันค่ะ

ส่วนผสมอาหาร ยำสาหร่ายปูอัด

สาหร่าย”อั๊ตจัง” สีเขียว     1 1/2 ถ้วย
สาหร่าย”อั๊ตจัง” สีแดง   1/2 ถ้วย
ปูอัดฉีกเป็นเส้น    1/2 ถ้วย
ไข่กุ้ง   2 ช้อนโต๊ะ
ผักกาดแก้วฉีกเป็นชิ้นเล็ก   2 ถ้วย
พริกขี้หนูสับ    1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับ     1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น    1/2 ช้อนชา

วิธีทำอาหาร ยำสาหร่ายปูอัด

1. ใส่สาหร่ายทั้งสองสีในชาม ตามด้วยปูอัด ไข่กุ้ง คนเบาๆ ให้เข้ากัน
2. ตามด้วยพริกขี้หนู กระเทียม และเกลือ คนอีกครั้งเบาๆ ให้เข้ากัน
3. จัดผักกาดใส่จาน แล้วตามด้วยยำสาหร่ายที่เสร็จแล้ว ตกแต่งด้วยปูอัด และไข่กุ้ง  พร้อมเสิร์ฟ

ทำง่ายไม่ยุ่งยาก อร่อยได้สุขภาพกันอีกด้วยค่ะ

Posted on

สวยด้วยเปลือกผลไม้

108health_1387.png
ใครจะไปคิดว่าเปลือกผลไม้ที่เรามักจะปลอกทิ้งในการกินผลไม้นั้น จะสามารถมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย
โดยตรงกับความสวยเราได้ด้วย ลองมาดูกันค่ะมีเปลือกผลไม้อะไรที่ทำให้เราสวยได้บ้าง
ผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหนล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเช่นกันค่ะ แต่สารอาหารมักจะไม่ได้ซ่อนเร้น เพราะสารอาการที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเราไม่ไปไหนไกล ก็คือ เปลือกผลไม้ บางคนชินกับการกินผักผลไม้ที่ต้องปอกเปลือกให้เกลี้ยงบ้าง รู้่ไหมค่ะ คุณกำลังทำลายเรื่องสุขภาพความงามไปอย่างไม่รู้ตัวอย่างเพราะเปลือกที่ปอกทิ้งไปนั้นก็มีประโยชน์เหมือนกันต่อสุขภาพและความงาม วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน…

เปลือกแอปเปิ้ล เชือว่ามีผลในการต่อต้านมะเร็ง ตามที่นักวิจัยพบว่าเปลือกของแอ๊ปเปิ้ลแดงผลหนึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระ เทียบเท่าวิตามินซี 820 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ได้จากน้ำส้มคั้นถึง 2 ควอตช์ เลยทีเดียว เห็นอย่างนี้แล้วเวลารับประทานควรกินทั้งลูกนะคะ เพื่อสุขภาพและผิวพรรณที่ดี
เปลือกมันฝรั่ง อุดมไปด้วยใยอาหาร (fiber) ธาตุเหล็ก โปแตสเซียม และวิตามินบี มากกว่าที่ได้จากเนื้อมันเสียอีก เมื่อเทียบปริมาณเท่า ๆ กันแล้ว หากกินมันฝรั่งอบ หรือต้ม ครั้งนี้ลองหันทานเปลือกนุ่มๆของมันด้วยนะคะ
ผิวส้ม มะนาว หรือมะกรูด มีสาร ดี-ไลโมนีน (น้ำมันหอมระเหยชนิดหนึ่ง) เทอปีน เฮสเพอริดีน (ยาป้องกันการตกเลือดโดยลดความเปราะของเส้นเลือด) คูมาริน (สารต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย) และแคโรทีนอยด์ (สารสีเหลืองช่วยต้านอนุมูลอิสระ) ซึ่งดีต่อสุขภาพ กลิ่นหอมช่วยผ่อนคลายความเครียดได้ดีค่ะ

Posted on

4 คุณประโยชน์ดีๆ ของน้ำมันมะกอก

หลายคนที่คิดจะหันมากินอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะก้าวแรกของการมีสุขภาพที่ดีนั้นไม่ยากอย่างที่คิด

ลองเริ่มจากการเลือกใช้น้ำมันที่ดีในการปรุงอาหารคุณจะพบว่าการทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้นใครๆ ก็ทำได้ งานนี้เพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้กับมือใหม่ที่หันมาดูแลสุขภาพ กูรูจากน้ำมันมะกอกเบอร์ทอลลี่ มี 4 คุณประโยชน์ดีๆ ของน้ำมันมะกอกมาบอกต่อ

 

1.ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

เพราะในน้ำมันมะกอกไม่มีส่วนประกอบของเกลือ แถมยังปราศจากคอเลสเตอรอล และอุดมไปด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัวถึง 77% โดยเฉพาะกรดโอเลอิกหรือกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว

2.อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ซึ่งไม่พบในน้ำมันชนิดอื่นๆ และยังอุดมไปด้วยวิตามินอี น้ำมันมะกอกเพียงหนึ่งช้อนโต๊ะมีวิตามินอีมากถึง 8% ของปริมาณวิตามินอีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ในน้ำมันมะกอกยังประกอบด้วย สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ และสารโพลีฟีนอล ที่ไม่พบในน้ำมันชนิดอื่นๆ

3.ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

น้ำมันมะกอกมีปริมาณของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้รับกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวจากน้ำมันมะกอกเป็นประจำนั้น จะมีระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดชนิด LDL ต่ำ ซึ่ง LDL นี้เองที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญอันก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด ลดภาวะเกล็ดเลือดจับตัวเป็นลิ่ม ช่วยให้เส้นเลือดแข็งแรงขึ้น และยังช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

4.ช่วยลดเบาหวานได้หลายวิธี

เพราะน้ำมันมะกอกนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระนี้สามารถช่วยลดความเสียหายจากสภาวะเครียดออกซิเดชั่น อันเป็นผลมาจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงได้ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดสภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี รวมทั้งอาการที่เกิดขึ้นจากเส้นประสาทชนิดต่างๆ ถูกทำลายโดยโรคเบาหวาน

Posted on

7 สาเหตุนอนไม่หลับและเคล็ดลับแก้ไข.

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนั้นเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต ซึ่งความต้องการในการนอนหลับของคนมีไม่เท่ากันเนื่องจากขึ้นอยู่กับอายุ ทารกต้องนอนละวันละ 16 ชั่วโมง วัยรุ่นต้องการวันละ 9 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ต้องการวันละ 7-8 ชั่วโมง

แต่วงจรการใช้ชีวิตในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากอดีต จนนำมาสู่การเกิด “โรคนอนไม่หลับ” หรือ Insomnia ซึ่งมีรูปแบบของอาการมากมาย เช่น การนอนไม่หลับ การนอนหลับไม่สนิท การหลับๆ ตื่นๆตลอดทั้งคืน การตื่นขึ้นมากลางดึก การตื่นเช้าผิดปกติ และการตื่นมาแล้วไม่สดชื่น เป็นต้น

7 สาเหตุการนอนไม่หลับ และเคล็ดลับวิธีแก้ไข

1. ปัญหาสิ่งแวดล้อม เสียงดังรบกวน สว่างเกินไป หรือคับแคบเกินไป ทำให้นอนหลับยาก

2. อาการเจ็บป่วย เช่น ปวดท้อง ปวดตามเนื้อตัว เป็นโรคเกี่ยวกับการนอนหลับ มีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ มีอาการไอ

3. ความเครียด อาการวิตกกังวล แรงกดดัน หรือมีอาการซึมเศร้าและท้อแท้ หมดกำลังใจ หมดหวังในการใช้ชีวิต คิดว่าตัวเองไร้ค่า ยึดติดและอยู่กับตัวเองมากเกินไป

4. แอลกอฮอล์ คาเฟอีนในกาแฟ บุหรี่ หรือการใช้ยาบางชนิดนั้นอาจส่งผลเกี่ยวกับการนอนหลับ

5. ท้องว่าง ทำให้เกิดอาการอึดอัด หิวขึ้นมาในช่วงดึก หรืออิ่มมากเกินไป จนทำให้มีอาการแน่นท้องกลางดึก จนนอนไม่หลับ

6. ภาวะการนอนหลับ เช่น การนอนละเมอ ฝันร้าย หรือนอนไม่หลับจนติดเป็นนิสัย

7. หน้าที่การงานที่ต้องเปลี่ยนเวลาการนอนอยู่สม่ำเสมอ เช่น พยาบาล ยาม

7 สาเหตุการนอนไม่หลับ และเคล็ดลับวิธีแก้ไข

วิธีแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับ

– จัดที่นอนให้เหมาะสม สบายเหมาะแก่การนอน เงียบสงบ อุณหภูมิที่เย็นสบายพอเหมาะ ไม่ควรเปิดโทรทัศน์ และหากต้องการให้ร่างกายพักผ่อนมากจริงๆ ให้ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด จะได้ไม่มีเสียงรบกวนขณะนอนหลับ

– ผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน เช่น การนวดให้ร่างกายผ่อนคลาย การแช่น้ำอุ่น

– หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน หรือการใช้ยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมในช่วงกลางวัน

– เมื่อรู้สึกง่วงจะต้องเข้านอนทันที เข้านอนให้เวลานั้นเหมือนกันทุกคืน ตรงเวลา ร่างกายจะจดจำเวลานอนเอง

– หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก หรืออาหารที่ย่อยยากก่อนนอน เพราะจะทำให้ปวดท้อง เนื่องจากมีอาการกรดไหลย้อน ถ้าท้องว่างให้รับประทานอาหารเบาๆ เช่น ขนมปังชิ้นเล็ก นมอุ่ม หรือน้ำผลไม้

– หากนอนไม่หลับ ให้ไปทำกิจกรรมเบาๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือนั่งสมาธิ เมื่อรู้สึกง่วงให้เข้ามานอน

– ก่อนนอนควรทำสมองให้โล่ง ปลอดโปร่ง ไม่นำเรื่องเครียด กดดัน ผิดหวัง หรือเสียใจมาคิด ทำจิตใจให้ผ่อนคลายก่อนนอน ใช้กลิ่นเข้ามาช่วยในการนอนหลับ เช่น กลิ่นวานิลลา กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นยูคาลิปตัส กลิ่นพิมเสน หรือกลิ่นคาโมมายล์ ที่ช่วยทำให้ผ่อนคลาย บรรเทาความเครียด จิตใจสงบ ปลอดโปร่ง และผ่อนคลาย

– หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ ชาที่มีคาเฟอีน หรือน้ำอัดลม เพราะจะทำให้นอนไม่หลับ และลดประสิทธิภาพการนอนหลับ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ลง ถึงแม้ว่าจะช่วยในเรื่องการนอนหลับ หากมากไปอาจส่งผลต่อร่างกายได้

– ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรออกกำลังกายก่อนนอน เพราะจะทำให้ร่างกายมีการตื่นตัว นอนไม่หลับ

– ปรึกษาแพทย์หรือนักบำบัด อาจมีการแนะนำให้ใช้ยานอนหลับ ยาผ่อนคลาย ได้รับการปรึกษา หรือมีตารางการปฏิบัติมาให้ฝึกบำบัดการนอนหลับ

– รับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง เช่น ปลาโอ ปลาเก๋า ปลากะพง ถั่วเหลือง ถั่วลิสง อัลมอลต์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยอดฟักแม้ว ยอดฟักทอง และกล้วยสุก เพราะแมกนีเซียม ลดอาการซึมเศร้า และมีผลต่อกระบวนการควบคุมการนอนหลับ โดยเป็นตัวที่ช่วยในการสร้างสารเมลาโตนิน นอกจากนั้นอาหารที่มีโปรตีนและฟอสฟอรัสนั้นยังมีแมกนีเซียมด้วย เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเมล็ดแห้ง ไข่ ผักใบเขียว และเนื้อสัตว์

ทั้งนี้หากเราอดนอน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลเสียกับร่างกายทำให้ระบบร่างกายทำงานติดขัด จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตสูง และปัญหาด้านระบบหลอดเลือดหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานโดยมีประสิทธิภาพลดลง หายจากโรคต่างๆ ได้ช้าลง มีผลต่อการเจริญเติบโต มีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอได้ลดลง ฟื้นตัวจากโรคได้ช้า ร่างกายมีภาวะอ่อนเพลีย ส่งผลต่อระบบเผาผลาญ ร่างกายต้องการอาหารมากขึ้น มีอาการป่วย เช่น คลื่นใส้ ปวดศีรษะ ท้องผูกหรือท้องเสีย กล้ามเนื้อทำงานได้ไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อทำงานได้ลดลง หรืออ่อนแรง อ่อนเพลีย มีผลทางด้านจิตใจและอารมณ์ เช่น โกรธง่าย มีอารมณ์แปรปรวน ไม่คงที่ ซึมเศร้า และมีอาการเฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องดูแลร่างกายให้ดี การพักผ่อนนอนหลับนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่แพ้เรื่องการบริโภคหรือการออกกำลังกายเลย