Posted on

“ชีวจิต”…สุขภาพทางเลือก

81123

ชีวจิต เป็นแนวความคิดเรื่องสุขภาพแบบองค์รวม คือ ผนวกรวมเอา “ชีว” ที่หมายถึง “กาย” รวมเข้ากับ “จิต” ที่หมายถึง “ใจ” ซึ่งทั้งสองส่วนย่อมมีผลต่อกันโดยตรง และไม่สามารถแยกออกจากกันได้ หรืออธิบายได้ว่า คนเราจะมีความสุข ความแข็งแรงได้ ก็ต่อเมื่อกาย และใจ ทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใช้ชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติให้มากที่สุด

เมื่อนำแนวทางการปฏิบัติแบบชีวจิตมาใช้ร่วมกับการรับประทานอาหารอย่างถูกหลักโภชนาการ เพื่อให้ได้สุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ จึงเกิดเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพแบบใหม่ เป็นที่นิยม และแพร่หลายอย่างมาก นั่นก็คือ “อาหารชีวจิต”

อาหารชีวจิต เป็นแนวทางการรับประทานอาหารที่ ดร.สาทิส อินทรกำแหง ศึกษา และปรับปรุงจากหลักการของแมคโครไบโอติกส์ ให้เหมาะสมกับสภาพวิถีชีวิตของคนไทย กล่าวโดยรวมๆ อาหารชีวจิต คือ อาหารชั้นเดียว หมายถึง อาหารที่คงสภาพตามธรรมชาติเดิมไว้มากที่สุด ไม่ต้องผ่านการปรุงแต่งมากมาย และคงรสชาติเดิมของอาหารไว้มากที่สุด เป็นการนำความรู้ทางโภชนาการขั้นสูงมาพิจารณาอาหารต่างๆ แล้วเลือกสรรเฉพาะอาหารที่ให้คุณค่าแก่ร่างกาย และจิตใจมากที่สุด ที่สำคัญคือ เป็นอาหารที่ก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในร่างกายน้อยที่สุด

อาหารที่ควรงด ตามแนวทางชีวจิต

• เนื้อสัตว์ย่อยยาก ได้แก่ เนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อไก่

• แป้งขัดขาว และผลิตภัณฑ์จากแป้งขัดขาวทุกชนิด

• น้ำตาลฟอกขาว และผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลฟอกขาวทุกชนิด

• ไขมันเลว คือ ไขมันอิ่มตัว ได้แก่ ไขมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม และกะทิ

Posted on

กินตามสูตรสุขภาพ…แบบชีวจิต

4022402_orig

1. อาหารประเภทแป้งไม่ขัดขาว

เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ถ้าเป็นข้าวโพด จะเป็นข้าวโพดทั้งเมล็ด หรือทั้งฝัก ถ้าเป็นแป้งขนมปัง ก็เป็นขนมปังโฮลวีท และแป้งกลุ่มคอมเพล็กซ์ คาร์โบไฮเดรต คือ แป้งหลายชั้น ซึ่งมีโปรตีนปนอยู่ด้วย โดยการเติมมันเทศ มันฝรั่ง เผือก และฟักทองลงไป

กลุ่มนี้ ควรรับประทาน 50 % หรือครึ่งหนึ่งของอาหารแต่ละมื้อ

2. ผัก

ใช้ทั้งผักดิบ และผักปรุงสุกอย่างละครึ่ง ที่สำคัญ ต้องล้างผักให้สะอาด หรือเลือกบริโภคผักที่ปลอดสารพิษ

กลุ่มนี้ ควรรับประทาน 25 % หรือหนึ่งในสี่ของอาหารแต่ละมื้อ

3. โปรตีน

เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร นอกจากนี้ควรบริโภคโปรตีนจากสัตว์เป็นครั้งคราว เช่น ไข่ ปลา และอาหารทะเล สัปดาห์ละ 1 – 2 มื้อ

กลุ่มนี้ ควรรับประทาน 15 % ของอาหารแต่ละมื้อ

4. เบ็ดเตล็ด

• อาหารประเภทแกง เช่น แกงจืด แกงเลียง

• อาหารประเภทซุป เช่น ซุปมิโซะ (ซุปเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น)

• อาหารประเภทของขบเคี้ยว เช่น ถั่วคั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดงา

• ผลไม้สด ที่มีรสชาติไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง มะม่วงดิบ พุทรา แอปเปิ้ล
อย่างไรก็ตาม อาหารชีวจิต นอกจากคำนึงถึงคุณประโยชน์แล้ว ยังให้ความสำคัญกับความอร่อย และหน้าตาของอาหาร แม้ว่ารสชาติจะไม่จัดจ้าน แต่ก็มีความกลมกล่อมแบบพอดีๆ ที่สำคัญ หากคุณต้องการเน้นสุขภาพแบบชีวจิต การรับประทานอาหารในแต่ละมื้อ ควรคำนึงถึงความสมดุลตามสัดส่วนของชีวจิตด้วย

ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารตามแนวทางของชีวจิตนั้น มองผิวเผินอาจมีความลึกซึ้ง เข้าใจยาก แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้น ไม่ได้ยุ่งยากแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และเข้าถึงแก่นแท้ของธรรมชาติอย่างแท้จริง

Posted on

อาหารชีวจิต

เป็นแนวทางการรับประทานอาหารที่ ดร.สาทิส อินทรกำแหง ศึกษาและปรับปรุงจากหลักการของแมคโครไบโอติกส์ ให้เหมาะสมกับสภาพวิถีชีวิตของคนไทยและเมืองไทยและให้ง่ายต่อการจัดหา ปรุง และรับประทาน

กล่าวโดยรวมๆ อาหารชีวจิต คือ อาหารชั้นเดียว หมายถึง เป็นอาหารที่คงสภาพตามธรรมชาติเดิมไว้มากที่สุด ไม่ต้องผ่านการปรุงแต่งมากมาย และคงรสชาติเดิมๆของอาหารไว้มากที่สุด
เช่นว่า

health1-27

ข้าว ก็เพียงแค่กระเทาะเปลือกออกกลายเป็นข้าวกล้อง ไม่ต้องขัดสีจนขาวจั๊วะ

ทั้งนี้ อาหารชีวจิตไม่เกี่ยวกับเรื่องความเชื่อหรือบาปบุญคุณโทษ แต่เป็นการนำความรู้ทางโภชนาการขั้นสูงมาพิจารณาอาหารต่างๆ แล้วเลือกสรรเฉพาะอาหารที่ให้คุณค่าแก่ร่างกายและจิตใจมากที่สุด ที่สำคัญเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดสารพิษ “ท็อกซิน – Toxin” ตกค้างน้อยที่สุด

อาหารที่ชีวจิตแนะนำให้ “งด”

  • เนื้อสัตว์ย่อยยาก ได้แก่ เนื้อ หมู ไก่
  • แป้งขัดขาวและผลิตภัณฑ์จากแป้งขัดขาวทุกชนิด
  • น้ำตาลฟอกขาวและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลฟอกขาวทุกชนิด
  • ไขมันเลว คือไขมันอิ่มตัว ได้แก่ ไขมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม และกะทิ
  • และแนะนำให้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้สมดุลตาม สูตรสัดส่วนอาหารชีวจิต

อย่างไรก็ตาม อาหารชีวจิตนั้นนอกจากคำนึงถึงคุณประโยชน์แล้ว ยังให้ความสำคัญกับความอร่อย และต้องน่ากินด้วย คือ ถึงแม้รสชาติจะไม่จัดจ้านเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด แต่เราเน้นความกลมกล่อมแบบพอดีๆ

ถ้าคุณยังนึกภาพเมนูอาหารชีวจิตไม่ได้ ลองดูที่ ครัวชีวจิต หรือตำราอาหารชีวจิตในหมู่ชาวชีวจิตเราพูดกันเสมอว่า การทำอาหารให้อร่อยนั้น ไม่ได้ยากเกินไป เพียงแต่ต้องใช้ฝีมือ ใช้ความรัก และความสนใจของแต่ละคน เรียกว่า “ทำและกินด้วยความรักและนับถือ”

ความรักนั้นคือ ความรักอาหาร และรักในการทำอาหาร มีความสนุกและเพลิดเพลินในการทำและกิน

ส่วนความนับถือนั้น เราต้องนับถือว่า อาหารนี้แหละคือสิ่งที่ให้ชีวิตแก่เรา และจะกลายเป็นเลือดเป็นเนื้อของเราเอง
เราเป็นหนี้บุญคุณของอาหาร

Posted on

ชีวจิต

เป็นแนวความคิดต่อเรื่องสุขภาพแบบองค์วม(Holistic) คือผนวกรวมเอา “ชีว” ที่หมายถึง “กาย” รวมเข้ากับ “จิต” ที่หมายถึง “ใจ” ให้เป็นสองภาคของชีวิตที่มีผลต่อกันและกันโดยตรง

ไม่อาจแยกกายออกจากจิต และจิตย่อมกระทบถึงกายเช่นเดียวกัน ความหมายและการปฏิบัติตัวตามแนวทางของชีวจิต จึงอาจอธิบายได้ว่า คนเราจะมีความสุขความแข็งแรงได้ก็ต่อเมื่อกายและใจทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Wholeness as Perfection)

การใช้ชีวิตให้เป็นไปตามธรรมชาติ บริสุทธิ์ละเรียบง่าย เป็นแก่นความคิดสำคัญอีกประการหนึ่งของชีวจิต ใช้ชีวิตในที่นี้หมายรวมถึง การบริโภคอาหารสุขภาพที่มาจากธรรมชาติและมีการดัดแปลงน้อยที่สุด รวมถึงการบริโภคผลิตภัณฑ์ใดๆที่มาจากธรรมชาติหรือใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด เพื่อให้ชีวิตหลุดพ้นจากความยุ่งเหยิงวุ่นวายของสังคมแบบวัตถุนิยมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคสมัยใหม่นานัปการ

แนบเนื่องกับแนวปฎิบัติทางร่างกาย ต้องมีการปฏิบัติทางใจควบคู่ไปด้วย เป้าหมายของการฝึกจิตใจ เป็นไปเพื่อความสงบ เกิดปัญญา มองเห็นสัจธรรมของโลกและชีวิต ทั้งนี้การใช้ชีวิตและจิตใจให้เป็นไปตามแนวทางของชีวจิตไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อน ตรงข้ามกลับเป็นความพยายามทำชีวิตให้เรีบบง่ายที่สุด แจ่มใสและมีความกลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้สุขภาพเกิดความสมดุลและกระตุ้นให้ ภูมิชีวิต (Immune System) ที่เป็นเกราะคุ้มกันสุขภาพตามธรรมชาติ ซึ่งมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การจะตรวจสอบว่าตัวเองดำเนินชีวิตได้ใกล้เคียงกับแนวชีวจิตเพียงใด หรือบกพร่องไปเพียงใดนั้น อาจทดสอบได้จากหลักการของ FASJAMM ซึ่งว่าด้วยรูปแบบและอาการต่างๆทางกายและจิต ที่ทำให้บุคคลนั้นๆ มีสุขภาพกายและจิตแตกต่างกันไป

จึงอาจพูดได้ว่า เมื่อระวังรักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอตามแนวคิดของชีวจิต ภูมิชีวิตซึ่งเป็นหมอภายในร่างกายของมนุษย์ก็ย่อมทำงานได้เต็มหน้าที่ เป็นเครื่องป้องกันด่านแรกที่คุ้มกันเราจากโรคทั้งปวง แต่เมื่อใดก็ตามหากเกิดเหตุสุดวิสัย มีโรคภัยไข้เจ็บเกิดกับร่างกาย การรักษาตามแนวทางของชีวจิต ยังคงยึดหลักของการเยียวยาแบบองค์รวม เช่นเดียวกับการป้องกันในเบื้องต้น วิธีบำบัดหลักๆของชีวจิต ได้ผสมผสานองค์ความรู้และวิธีการต่างๆ ดังต่อไปนี้

1ใช้ธรรมชาติเป็นยา

2ใช้อาหารเป็นยา

3 ใช้แนวทางการแพทย์แบบผสมผสาน

  • แผนปัจจุบัน Conventional , Orthodox , Allopathic
  • Wholistic (Holistic)
  • Macrobiotics
  • แบบจีนและการฝังเข็ม
  • อายุรเวทและโยคะ
  • สมุนไพร
  • การนวดกดจุด การนวดฝ่าเท้า และบริหารโดอิน
  • แบบอื่นๆ

4 การบริหารและการออกกำลัง (ใช้แบบผสมผสาน)

  • โดอิน / โยคะ / นวดกดจุด
  • การยืด ส่ง และดัน
  • Chiropractic
  • การรำตะบอง

แต่ก่อนจะถึงมือแพทย์ หรือลงมือรักษาด้วยการแพทย์ทางเลือกใดๆก็ตาม หนทางที่ดีที่สุดในการดูแลสุขภาพ ตามแนวชีวจิต ก็คือการป้องกันสุขภาพไว้แต่ต้นมือ โดยให้สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตแต่ละวันนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกรับประทานอาหารชีวจิต การกระตุ้นให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แก้อาการอ่อนเพลียด้วย น้ำอาร์ซี ซึ่งมีส่วนผสมของกลูโคส DNA/RNA และวิตามินแร่ธาตุจากธรรมชาติ การบริโภค น้ำเอนไซม์ ที่คั้นจากผักและผลไม้สดๆที่จะช่วยบำรุงระบบต่างๆของชีวิตให้ทำงานได้ดีขึ้น

รวมไปถึงการขจัดพิษ (TOXIN) ซึ่งเกิดจากเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอม มลภาวะต่างๆ จากสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่จากความเครียดที่สะสมชีวิตประจำวัน ให้บรรเทาเบาบางไปจากร่างกายด้วยการล้างพิษ หรือเรียกง่ายๆ ว่าการทำ “ดีท็อกซ์” (DETOXIFICATION) เมื่อพิษต่างๆลดลง ก็จะทำให้ระบบภูมิชีวิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมไม่ให้เกิดการสะสมใหม่เพิ่มมากขึ้นอีก

อุดมการของชีวจิต มีอยู่ 5 ข้อ คือ ชีวิตที่ยึดเอาธรรมชาติเป็นหลัก , ชีวิตที่มีความพอดีและเรียบง่าย , ชีวิตที่เป็นไปเพื่อความเป็นเลิศของสุขภาพกาย-ใจ , ชีวิตที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกันและรักกันฉันพี่น้อง และ ชีวิตที่ดำเนินไปเพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ เพียงปฏิบัติได้ตามหลักการเหล่านี้ก็เท่ากับเข้าใจแนวคิดของชีวจิตอย่างถ่องแท้แล้ว

Posted on

อาหารชีวจิต คืออะไร มีผลดีต่อร่างการอย่างไร


อาหารชีวจิต

นั้นเป็น อาหาร ที่มีประโยชน์ ต่อร่างกาย และจิตใจมากมายนัก เพราะ อาหารชีวจิตเป็นอาหารที่มีสารพิษตกค้างในปริมาณที่น้อยที่สุดหรือเป็นอาหารที่ปลอดภัยจากสารปนเปื้อนที่สำคัญไปกว่านั้น  เป็นอาหารที่ ยังคงความเป็นธรรมชาติไม่ทำให้สารอาหารนั้นหายไปจากอาหารเพื่อเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ ของผู้บริโภคมากที่สุด อาหารชีวจิตนั้นมีอยู่หลายเมนูบางคนอาจคิดว่าอาหารชีวจิตนั้นหาทานยาก หรือบางคนอาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำไป
ชีวจิต มีผลดีต่อร่างการอย่างไร

1. อาหารชีวจิตคืออะไร

2. อาหารชีวจิตมีอะไรบ้าง

3. สูตรสัดส่วนอาหารชีวจิต

4. แนะนำอาหารชีวจิต
อาหารชีวจิตคืออะไร

เป็นอาหารที่เหมาะกับ คนไทยเป็นอย่างมาก เพราะวิถีชีวิต ในการดำรงชีวิต ความเป็นอยู่ ของคนไทย จะไม่ค่อยยุ่งยากวุ่นวายมากนัก โดยคนไทยในชนบท จะรับประทาน อาหาร หรือ  สิ่งที่นำมารับประทาน จะหาได้ง่ายๆ ตามธรรมชาติ ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งตรงกับ หลักของ แมคโครไบโอติกส์ ที่ได้กล่าวคือ “อาหารชีวจิต เป็นอาหารชั้นเดียว ซึ่งความหมายก็คือ  เป็นอาหารที่ ไม่ต้องผ่านกรรมวิธีในการปรุงมากมาย โดยพยายามให้คง รสชาติเดิมๆ และมีความคงสภาพตามธรรมชาติ เอาไว้ให้ได้มากที่สุด เช่น ข้าวที่ใช้เพียงการกะเทาะเปลือกออก เท่านั้น”

อาหารชีวจิต นั้นเป็นการให้ความรู้ทางด้านการโภชนาการชั้นสูง ซึ่งเป็นการเพิ่มองค์ความรู้ให้กับผู้ที่ต้องการเลือกสรรอาหารที่ดีมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อร่างกาย และจิตใจและที่สำคัญ อาหารชีวจิต ยังเป็นอาหาร ที่มีสารพิษ ตกค้างน้อยที่สุดอีกด้วยปัจจุบันก็มีคนส่วนใหญ่หันมาสนใจอาหารชีวจิตมากขึ้นด้วย
อาหารชีวจิตมีอะไรบ้าง

มื้อเช้า หลังจากตื่นนอนขึ้นมา ให้ดื่มน้ำเปล่าเป็นอันดับแรก ตามด้วยน้ำผลไม้คั้น ที่คั้นเองสดๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำส้มคั้น น้ำแตงโมปั่นฯลฯ สำหรับอาหารเช้านั้น นับได้ว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ เป็นอย่างมาก การได้รับประทาน ข้าวกล้องต้ม กับอาหารที่ปรุงด้วยผัดผักสัก 1 อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ผัดผักบุ้ง ผัดผักกาดขาว ผัดผักตำลึง ฯลฯ บวกกับไข่เจียว หรือ จะเป็นปลาทอดอาจจะเป็นปลาสลิด, ปลาแซลมอน, ปลาสำลีทอด สัก 1 ตัว เป็นอย่างนี้ทุกๆเช้า รับรองสุขภาพดีแน่ๆ หลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว หาผลไม้สดตามฤดูกาล ที่แช่ไว้ในตู้เย็นรับประทานตบท้ายด้วย ไม่ว่าจะเป็น กล้วย ฝรั่ง แอปเปิ้ล ส้ม แตงโม องุ่น มะขามหวาน ฯลฯ ผลไม้ทุกชนิด ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น

มื้อกลางวัน มื้อนี้ คนส่วนใหญ่ จะต้องไปรับประทานอาหารกลางวัน ในที่ทำงาน ซึ่งอาจจะ หาอาหารชีวจิต รับประทานได้ยากหน่อย แต่ก็ไม่ต้อง กังวลมากนัก จะให้ดีให้เตรียม ข้าวกล้องที่เราหุง รับประทานในตอนเช้า ใส่ปิ่นโตไปทำงานด้วย และหาซื้อกับข้าวสัก 1-2 อย่าง ไม่ว่าจะเป็น ปลาทอด ฯลฯ หรือเพื่อไม่เป็นการจำเจ จะเปลี่ยนเป็นการ รับประทาน ก๋วยเตี๋ยว ผัดไทย หรือผัดหมี่ แบบชีวจิตบ้างก็ได้ แต่ที่สำคัญไม่ควรจะมองข้าม คือการรับประทาน น้ำผลไม้คั้นสดๆ เป็นประจำทุกๆ วัน

มื้อเย็น สำหรับมื้อเย็นเป็นช่วงที่ ร่างกายต้องการพักผ่อน จึงไม่จำเป็นต้องรับประทาน อาหารที่มีพลังงานมากจนเกินไป จึงไม่ควรรับประทานมื้อเย็นมากเกินไป เพราะ จะทำให้อ้วนได้ สำหรับอาหารมื้อเย็นอาจจะเป็นข้าวกล้อง รับประทานกับ อาหารชีวจิตมีอะไรบ้าง อาทิเช่น แกงส้ม แกงผักหรือผัดผักรวมมิตร น้ำพริกผักต้ม สลัดผัก นึ่งปลา ฯลฯ และต้องไม่ลืมที่จะต้องดื่มน้ำผลไม้คั้นสดๆเองกับมือปิดท้ายด้วยทุกครั้ง และทุกๆ วันหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ
สูตรสัดส่วนอาหารชีวจิต

อาหารชีวจิต คือ อาหารชั้นเดียว หมายถึง เป็นอาหารที่คงสภาพตามธรรมชาติเดิมไว้มากที่สุด ไม่ต้องผ่านการปรุงแต่งมากมาย และคงรสชาติเดิมๆของอาหารไว้มากที่สุด

อาหารที่ชีวจิตแนะนำให้ “งด”
– เนื้อสัตว์ย่อยยาก ได้แก่ เนื้อ หมู ไก่
– แป้งขัดขาวและผลิตภัณฑ์จากแป้งขัดขาวทุกชนิด
– น้ำตาลฟอกขาวและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาลฟอกขาวทุกชนิด
– ไขมันเลว คือไขมันอิ่มตัว ได้แก่ ไขมันจากสัตว์ น้ำมันปาล์ม และกะทิ

แนะนำให้รับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้สมดุลตามสูตรสัดส่วนอาหารชีวจิต

1. อาหารประเภทแป้งซึ่งไม่ขัดขาว

เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ถ้าเป็นข้าวโพด จะเป็นข้าวโพดทั้งเมล็ดหรือทั้งฝัก และถ้าเป็นแป้งขนมปัง ก็เป็นขนมปังโฮลวีท และถ้าจะให้เป็นแป้งกลุ่มคอมเพล็กซ์ คาร์โบไฮเดรต คือเป็นแป้งหลายชั้นซึ่งมีโปรตีนปนอยู่ด้วย ก็ควรเติมมันเทศ มันฝรั่ง เผือก ฟักทองลงไป

กลุ่มนี้ รับประทาน 50% หรือครึ่งหนึ่งของแต่ละมื้อ

2. ผัก
ใช้ทั้งผักดิบและผักปรุงสุกอย่างละครึ่ง ผักถ้าปลูกเอง ไม่ใช้สารเคมีจะดีที่สุด แต่ถ้าต้องซื้อจากตลาด ต้องเลือกผักที่ปลอดสาร ล้างผ่านน้ำ และแช่น้ำด่างทับทิมหรือแช่น้ำส้มสายชูเจือจางสัก 1-2 ชั่วโมง ก็จะช่วยล้างสารพิษได้ด้วย

รับประทานผักหนึ่งในสี่หรือ 25% ของปริมาณอาหารที่กินในแต่ละมื้อ

3. ถั่วต่างๆ อยู่ในประเภทโปรตีน
เช่น ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร

รับประทาน 15% ของแต่ละมื้อ

นอกจากนี้ จะใช้โปรตีนจากสัตว์เป็นครั้งคราว คือ ไข่ ปลา และอาหารทะเล สัปดาห์ละ 1-2 มื้อ

4. เบ็ดเตล็ด
ประเภทแกงก็เป็น แกงจืด แกงเลียง
ประเภทซุป ก็เป็นมิโซ่ซุป (มิโซ่ = เต้าเจี้ยวญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง)
ประเภทของขบเคี้ยว งาสดและงาคั่ว ใช้โปรอาหารต่างๆได้ทุกอย่าง ถั่วคั่ว เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม เมล็ดดอกทานตะวัน
ผลไม้สด ต้องเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัด เช่น ฝรั่ง มะละกอห่าม มะม่วงดิบ พุทรา

Posted on

เมนูอาหาร เพื่อสุขภาพ : มะม่วง ราชาแห่งผลไม้ของชาวอเมริกัน


มะม่วงเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่ไม่สูงและเป็นแห่งรวมของเบตาแครอทีน, วิตามินและโพแทสเซียม

ซึ่งมีประโยชน์กับร่างกายและสุขภาพของเรา ชาวอเมริกันชอบมะม่วงมาก เพราะฤดูกาลของมะม่วงจะมีแค่เดือนพฤษภาคมและมิถุนายน

การ รับประทานมะม่วงสุกจะทำให้ได้รสชาติหวานสดชื่น มะม่วงที่สุกงอมได้ที่จะมีกลิ่นหอมและรสชาติดีมาก แต่ถ้าไม่สามารถหาซื้อมะม่วงสุกได้ ท่านก็สามารถซื้อมะม่วงดิบที่ยังเป็นสีเขียวมาเก็บไว้ที่บ้าน และทิ้งไว้รอเวลาสุกงอม  – เทคนิคในการบ่มมะม่วงให้สุกของพวกเขาคือนำมะม่วงใส่ไว้ในถุงกระดาษรวมกับ แอปเปิ้ล เพื่อรักษาอุณหภูมิให้พอเหมาะ
การหั่นมะม่วงสุก ควรหั่นมาตามแนวยาวของเมล็ดก่อนแล้วจึงหั่นแบ่งเป็นชิ้นย่อยๆอีกครั้ง หั่นแบบนี้กับมะม่วงทั้งสองฝั่ง มิฉะนั้นแล้วถ้าท่านตามแนวขวางของผลมะม่วงก่อน จะทำให้มะม่วงที่ท่านหั่นออกมาเละ

สำหรับคุณค่าทางโภชนาการของมะม่วงนั้นมีมากมาย เรามาดูกันว่ามะม่วงมีประโยชน์อะไรบ้าง
สรรพคุณทางยา :
มะม่วงดิบ : มะม่วงดิบสามารถช่วยลดอาการคลื่นไส้และวิงเวียนศีรษะได้ และยังช่วยลดอาการกระหายน้ำ
มะม่วงสุก : มะม่วงสุกเป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ลดอาการท้องอืด
สำหรับข้อมูลที่น่าสนใจจากสูตรสมุนไพรไทย เปลือกมะม่วงดิบ สามารถนำมาคั่วกับน้ำตาลรับประทานแก้อาการปวดเมื่อยเมื่อมีประจำเดือน แก้ปวดประจำเดือนได้อีกด้วย

Posted on

สมองดี ความจำดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

108health_2475

สำหรับท่านที่อยู่ในวัยเรียนและวัยทำงาน ทำให้ต้องใช้สมองอย่างมากในการเรียนและการทำงาน เรามาดูกันว่าเราจะบำรุงสมองของเรายังไง ให้สมองดีขึ้น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเรียนและการทำงาน

อาการ “เบลอ” หรือความอ่อนล้าของสมอง พบบ่อยในวัยหนุ่ม-สาว ไฟแรงที่ต้องใช้ทั้งพลังสมอง และพลังกาย เมื่อเลิกงานจะทำให้เกิดอาการเพลียอยู่บ่อยๆ
สิ่งที่จะมาช่วยในการลดความอ่อนล้าและอ่อนเพลียก็ไม่ควรมองข้าม “อาหาร”

และอาหารใกล้ตัวต่อไปนี้ ควรรับประทานเป็นประจำ เพราะมีประโยชน์ต่อสมองอย่างมหาศาล และอุดมไปด้วยวิตามินหลากหลายชนิดช่วยในการบำรุงร่างกายอีกด้วย
อาหารประเภท “ปลา”

โดยเฉพาะพวกปลาทู ปลาทูน่า ปลาแซลมอน จะประกอบไปด้วยโอเมก้า 3และ DHA มากกว่าอาหารชนิดอื่น สารอาหารเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเซลล์สมอง และระบบประสาทให้ไวต่อการตอบสนอง ทำให้สมองกระฉับกระเฉง มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น

กินผักบำรุงสมอง “ผักใบเขียวเข้ม”

เช่น ผักโขม และ ผักคะน้า ซึ่งหาซื้อได้ง่าย อุดมไปด้วยวิตามินอี และโฟเลต จะช่วยในการชะลอปัญหาความจำเสื่อม ลดการเปลี่ยนแปลงความจำของสมอง
ผลไม้มีประโยชน์ “ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่”

เช่น บลูเบอร์รี่  สตรอเบอร์รี่ ประกอบไปด้วยวิตามินซีสูง และไฟโตนิวเทรียนต์ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยคืนสดชื่นให้ระบบประสาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้ากำลังสู่วัยกลางคน
วิตามินจาก “เมล็ดธัญพืช”

อุดมไปด้วยวิตามินบี1,วิตามินบี2,วิตามินบี6,วิตามินบี12 และยังอุดมไปด้วยไฟ เบอร์ มีผลดีกับเซลล์ประสาท ลดความบกพร่องในกระบวนการคิด
นอกจากการรับประทานอาหารบำรุงสมองที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ก็ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ควบคู่ไปด้วย ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ จึงจะส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีสุด

Posted on

เมนูอาหาร “ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต” เป็นเมนูอาหารที่สามารถทำได้ง่ายๆ และมีประโยชน์มากมาย

108health_2439

ในช่วงวันหยุดยาวหรือวันหยุดสุดสัปดาห์ การนอนพักผ่อนอยู่บ้านแบบสบายๆ จิบเบียร์ นอนดูหนัง การกินจุบจิบต่างๆ อาจจะทำให้ความอ้วนมาเยือนท่านได้ไม่ยาก

เพื่อไม่ให้ท่านหิวบ่อย รับประทานอาหารบ่อยครั้ง ท่านควรเลือกอาหารที่อิ่มนาน อย่างเช่น
“ข้าว โอ๊ต ธัญพืชที่รับประทานแล้วทำให้รู้สึกอิ่มนาน ทำให้จำนวนการกินจุบจิบน้อยลง ก็เท่ากับช่วยให้ท่านได้ควบคุมน้ำหนัก หรือลดความอ้วนไปด้วย”

และข้าวโอ๊ตยังประกอบไปด้วยไฟเบอร์แบบละลายน้ำ ชื่อว่า เบต้า-กลูแคน มีประโยชน์ทางด้านระบบขับถ่าย ที่สำคัญคือกากใยอาหารหรือไฟเบอร์ที่ประกอบอยู่ในข้าวโอ๊ต ทำหน้าเหมือนกับฟองน้ำที่จะมาช่วยซับคอเลสเตอรอลในลำไส้ แล้วขับออกมาจากร่างกายโดยการขับถ่าย ทำให้ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือด และโรคหัวใจ

ถ้าหากท่านทราบประโยชน์ของข้าวโอ๊ตแล้ว แต่ติดอยู่ที่รสชาติไม่อร่อยเหมือนข้าวสวย ท่านก็ลองทำเมนูของง่ายๆ เช่น ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต เพียงแค่มีโยเกิร์ตธรรมดาๆสัก 1ถ้วย หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ใส่ข้าวโอ๊ตที่ สุกแล้วลงไปผสมประมาณ 2ช้อนโต๊ะ แล้วเติมน้ำผึ้งเพื่อเพิ่มรสหวานตามชอบ จะช่วยชูรสให้อร่อยยิ่งขึ้น รับประทานง่าย และยังสามารถใส่ผลไม้ต่างๆ เช่น สัปปะรด หรือกล้วยหอม เพิ่มไปได้อีก
“หากท่านไม่ชอบรับประทานโยเกิร์ต ท่านก็สามารถใช้นมสดแทนได้”

โดยการใช้นมสดสัก 1กล่อง ( 250 cc ) อุ่นนมให้ร้อน ระหว่างอุ่นให้เติมข้าวโอ๊ต และน้ำผึ้งลงไป คนเรื่อยๆจนเข้ากันแค่นี้ก็เรียบร้อย ตักใส่ถ้วย ควรรับประทานตอนนมอุ่นๆ ไม่ควรปล่อยให้เย็น เพราะจะทำให้ข้าวโอ๊ตอืด นมไม่น่ารับประทานและทำให้เสียรสชาติไปถ้าหากปล่อยให้เย็น

Posted on

สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ : ขนมจีบกุ้งชาววัง

108health_2390

สูตรอาหารเพื่อสุขภาพ : ขนมจีบกุ้งชาววัง เป็นสูตรอาหารดั้งเดิม มีกลิ่นไอของอาหารไทยและอาหารจีนผสมผสานกัน และสามารถทำได้ง่ายด้วยตัวเอง
ส่วนผสม

กุ้งสด 1/2 กิโลกรัม
เนื้อหมูบด 1/2 กิโลกรัม
มันหมูแข็งบด 200 กรัม
เกลือป่น
น้ำตาลทราย
พริกไทยป่น
แป้งมัน
น้ำมันงา
แผ่นเกี๊ยว
กระเทียมเจียว
ซอสเปรี้ยว (จิ๊กโฉ่)
วิธีการทำ

1. นำกุ้งมาแกะเปลือกโดยการผ่าหลังและเลาะเลือดสีดำๆตรงกลางออก สับกุ้งพร้อมกับค่อยๆโรยแป้งมันผสมเล็กน้อย โดยค่อยๆใส่แป้งมันทีละ 1/2 ช้อนชาขณะสับกุ้ง เพื่อให้กุ้งสับไม่แตกเละ เมื่อกุ้งสับละเอียดแล้วก็นำมาผสมกับหมูสับและเครื่องปรุง

2. ใส่กุ้งที่เตรียมมาจากเมื่อกี้ ผสมกับมันหมูบด และหมูสับ หลังจากนั้นเติม น้ำตาลทราย พริกไทย เกลือ น้ำมันงา แป้งมัน ลงในโถผสม ใช้หัวตะกร้อตีจนเนื้อกุ้งเหนียวและหมูสับทั้งหมดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน (ถ้าไม่มีที่ตีใช้มือนวดก็ได้ แต่ใช้แรงและเวลามากหน่อย) นำส่วนผสมที่ได้แช่เย็นไว้ในช่องเย็น (Chill )จนเย็นประมาณ 1-2 ชั่วโมง (จะแช่ค้างคืนไว้ก็ได้)

3.ตัดริมแผ่นแป้งเกี๊ยวให้เป็นสี่เหลี่ยมจตุรัสเพื่อห่อเนื้อกุ้ง ตักกุ้งที่หมักไว้ใส่แผ่นแป้งที่ตัดแล้ว บีบให้แน่น ใส่กุ้งในปริมาณที่พอเหมาะให้ห่อได้ ปาดหน้าให้เรียบ วางเห็ดหอมหรือถั่วลันเตาหรือผักชีบนหน้ากุ้ง ทาน้ำมันพืชบนลังถึงสำหรับใช้นึงให้ทั่ว วางขนมจีบแล้วนำไปนึ่งนานประมาณ 5 นาที

Posted on

น้ำพริกกุ้งสด ต้านมะเร็ง

108health_2402
ผลวิจัยล่าสุดจากมหาบัณฑิต สาขาพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า 22 ตำรับอาหารไทยช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงมะเร็งได้ และ  “น้ำพริกกุ้งสด”  ก็เป็น 1 ในเมนูอาหารที่สามารถต้านมะเร็งได้ค่ะ

เครื่องปรุงน้ำพริกกุ้งสด

กุ้งขนาดกลาง 8-10 ตัว (ล้างทำความสะอาด, แกะเปลือกและหั่นหยาบ)
กระเทียมปอกเปลือก 1 ช้อนชา
หอมแดง 3 ลูก
มะเขือพวง 20 กรัม
กะปิ 1 ช้อนชา
พริกขี้หนู 3-5 เม็ด (ปรับเพิ่ม/ลด ตามความชอบ)
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
ไข่ต้ม, ผักสดหรือผักนึ่งสำหรับทานกับน้ำพริก (ถั่วฝักยาว, กะหล่ำปลี, แตงกวา, อื่นๆ)

วิธีทำน้ำพริกกุ้งสด

1. นำกุ้งไปลวกในน้ำเดือดจนสุก นำออกมาสะเด็ดน้ำ พักไว้
2. นำพริกขี้หนู, หอมแดงและกระเทียมไปคั่วในกระทะจนหอม จากนั้นจึงนำไปตำในครกพร้อมกะปิ จนส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันเป็นเนื้อเดียว
3. ปรุงรสด้วยน้ำตาล, น้ำปลา และน้ำมะนาว จากนั้นจึงเติมเนื้อกุ้งและมะเขือพวงลงไป ตำให้ส่วนผสมเข้ากัน (ระวังอย่าให้เนื้อกุ้งเละ จะไม่น่าทาน)
4. ตักน้ำพริกใส่ถ้วย เสริฟพร้อมผักสด (หรือผักนึ่ง), ไข่ต้มและข้าวสวยร้อนๆ