Posted on

6 เคล็ดลับ กินอย่างไรให้ผอมเร็วทันใจ บอกลาความอ้วนด้วยการกินอย่างถูกวิธี

eat-loss-weight-300x200คำว่า “ผอม” ในที่นี้คงไม่ได้ทำให้ใครจินตนาการถึงคนที่ผอมแห้งไม่แรงอยู่หรอกใช่ไหม นั่นเพราะกระแสที่มาแรงในตอนนี้เปลี่ยนจากการผอมที่ดูปลิวลมมาสู่การผอมแบบที่เรียกว่า ฟิตแอนด์เฟิร์ม แล้วอย่างไรก็ตามการออกกำลังกายอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นผลชัดหรือเร็วเท่าที่ควร อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่เราต้องทำก็คือ การรับประทานอาหารให้ถูกวิธีนั่นเอง ซึ่งมีหลักการง่ายๆ ดังนี้
1. ลดปริมาณการบริโภคคาร์โบไฮเดรตลง
ในที่นี้ไม่ได้บอกว่าควรจะงดไปเลย เพราะร่างกายของเรายังจำเป็นที่จะต้องใช้น้ำตาลจากคาร์โบไฮเดรตมาเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายอยู่ แต่สิ่งที่เราต้องทำก็คือการจำกัดคาร์โบไฮเดรตที่บริโภคต่อวันลง เพราะคาร์โบไฮเดรตที่เกินไปนั้น จะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลที่เหลืออยู่ในร่างกาย ซึ่งถ้ามีปริมาณมากๆ เข้าก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันส่วนเกินในที่สุดนั่นเอง นอกจากนี้น้ำตาลในเลือดที่สูงจะกระตุ้นให้เรากินมากขึ้นเรื่อยอีกด้วย ซึ่งอาหารที่เราพึงระวัง เช่น ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว พิซซ่า ขนมหวานต่าง ๆ รวมไปถึงน้ำอัดลมด้วย

2. กินโปรตีนให้เพียงพอ
การกินโปรตีนมักจะมาคู่กับการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตเสมอ เพราะการจะสร้างกล้ามเนื้อนั้นเราจะต้องใช้โปรตีนเป็นหลัก แต่ยกเว้นในพวกที่จะเล่นกล้ามที่จะต้องทำการเพิ่มน้ำหนักก่อนเข้าสู่ช่วงลดกินโปรตีนและลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต และข้อดีอีกอย่างของการสร้างกล้ามเนื้อก็คือร่างกายจะใช้น้ำตาลที่ได้

3. ลดความเค็มลง
การกินเค็มเกินไปไม่ดีต่อร่างกายอย่างมาก อย่างแรกเลยคือบวมแน่ๆ เพราะเกลือจะดึงน้ำเข้าเซลล์ตามเกลือไป อย่างต่อมาคือไตทำงานหนักแน่ๆ เพราะร่างกายจะขับเกลือออกทางไต และที่สำคัญคือจะขับออกไปพร้อมกับน้ำในร่างกาย หากเรากินเค็มอย่างหนักเป็นประจำนานๆ ผลที่จะตามมาคือร่างกายขาดน้ำ พอร่างกายขาดน้ำความเข้มข้นของสารอื่นๆ ในร่างกายก็จะเปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามได้

4. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ในที่นี้คือน้ำเปล่าธรรมดาสะอาดที่อุณหภูมิห้องนั่นเอง แม้ว่าน้ำเราจะสามารถรับได้จากหลายๆ แหล่ง แต่น้ำที่ดีที่สุดก็คือน้ำเปล่านั่นเอง โดยปริมาณน้ำที่แต่ละคนต้องการมักจะไม่เท่ากัน แต่ที่เราเรียนกันมานั่นก็คือวันละ 8 แก้วหรือในช่วง 1.6 – 2 ลิตรต่อวันนั่นเอง

5. ควรมีผักผลไม้ ทุกมื้ออาหาร
เพราะผักผลไม้ จะมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการอยู่ และยังมีกากใยที่จะช่วยในการขับถ่ายอีกด้วย ซึ่งกากใยเหล่านี้จะสามารถลดปริมารการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกายได้ เพียงแต่เราต้องหลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณการบริโภคผักผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงเท่านั้นเอง และผักผลไม้บางชนิดก็มีผลต่อโรคบางโรคด้วย

6. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายที่เหมาะสม จะสามารถช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกินหรือใช้พลังงานที่เหลืออยู่ของร่างกายได้ นอกจานี้ยังทำให้ร่างกายของเราแข็งแรกอีกด้วย การออกกำลังกายที่ถูกต้องคือ ออกกำลังอย่างต่อเนื่องวันละ 15 -30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 วันนั่นเอง

Posted on

10 วิธีเลิกสูบบุหรี่ด้วยตนเองอย่างง่ายๆ ไม่ว่าใครก็เลิกได้.

cigarette-ban-300x225บุหรี่นั้น มีโทษมากมาย แต่ก็ยังมีนักสูบเพิ่มมากขึ้น สาเหตุของการสูบบุหรี่เกิดจากความคึกคะนอง ความอยากรู้อยากลอง แม้แต่การสูบเพื่อเข้าสังคม การสูบตามอย่างคนรอบข้าง หรือเพื่อแสดงความเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีบางส่วนที่คิดได้และอยากที่จะเลิก ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะวันนี้เราจะมาเรียนรู้วิธีเลิกสูบบุหรี่อย่างง่ายๆกันค่ะ

1. เริ่มจากตัวเราก่อนเลย คือ พยายามลดปริมาณการสูบให้น้อยลง แรกๆ อาจจะรู้สึกอยากบุหรี่ ดังนั้นให้เราหาลูกอม หรือหมากฝรั่งที่มีสารนิโคตินมาเคี้ยวแทน

2. ต้องเชื่อมั่นในตัวเองว่า จะสามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างเด็ดขาด อย่าลังเลที่จะเลิกบุหรี่ ให้ตั้งเป้าหมายและระยะเวลาที่แน่นอน เพื่อเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดความพยายาม

3. หาที่ปรึกษา เพื่อช่วยให้คำแนะนำวิธีเลิกบุหรี่ที่ถูกต้อง หรือบอกคนรอบข้างเพื่อให้เขาทราบ เพราะการเลิกบุหรี่นั้น ต้องการกำลังใจ และความเข้าใจ เพื่อจะได้ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้เร็วตามที่ตั้งใจไว้

4. หากิจกรรมอื่นๆทำ ไม่ว่าจะเล่นกีฬา เล่นดนตรี ทำงานบ้าน หรือพูดคุยกับคนอื่นๆ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ตัวเราไม่หมกมุ่น หรือกังวลกับการเลิกบุหรี่ แล้วยังช่วยให้คลายความเครียด สมองปลอดโปร่ง และมีสุขภาพที่ดี

5. ออกห่างจากสภาพแวดล้อมเดิมๆ ด้วยความเคยชิน อาจทำให้เรากลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กลับไปสูบบุหรี่อีกครั้ง ดังนั้นลองมองหาสถานที่ใหม่ๆ ที่มีกิจกรรมให้เลือกทำ เข้าสังคมเพื่อหาเพื่อนใหม่ๆ หรือหาสถานที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง ก็จะทำให้คุณออกห่างจากพฤติกรรมเดิมๆ ได้คะ

6. งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เพราะนั่นจะทำให้ผู้สูบรู้สึกว่าบุหรี่รสชาติดีขึ้น ทำให้เกิดความอยากสูบเพิ่มขึ้นตามมา

7. ลดอาหารประเภท หวาน มัน เค็ม เหตุผลก็เช่นเดียวกับข้อที่กล่าวมา คือทำให้เกิดความอยากมากขึ้น

8. เพิ่มผักผลไม้ในการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ ผัก ผลไม้ จะทำให้ผู้สูบบุหรี่รู้สึกขมปาก ไม่อยากสูบบุหรี่

9. เสริมวิตามินซี เพื่อนๆลองนำมะนาวมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆเตรียมไว้ เมื่อใดที่เกิดอาการอยากบุหรี่ ให้นำมาเคี้ยว 3-5นาที ความเปรี้ยวของมะนาวจะทำให้รู้สึกว่าสูบบุหรี่ ขม ไม่อร่อย ไม่อยากสูบ

10. ใช้สมุนไพรเลิกบุหรี่อย่าง กานพลู โดยให้นำมาเคี้ยวบ่อยๆ สรรพคุณของกานพลูจะช่วยขับนิโคติน ต้านอนุมูลอิสระ และลดอาการระคายเคืองจากการเลิกบุหรี่ลดได้

“บุหรี่” ที่ใครๆ มองว่าติดง่าย แต่เลิกยาก หากเพื่อน ๆ มีความตั้งใจ และความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติแล้ว ขอเพียงแค่เพื่อน ๆ ไม่ยอมแพ้เท่านั้น ก็สามารถเลิกได้ไม่ยาก… เพื่อสุขภาพของคุณเอง และคนในครอบครัว ทีมงาน เกร็ดความรู้.com เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน สู้ๆค่ะ

Posted on

การอบซาวน่าทุกวันมีประโยชน์อย่างไร ช่วยลดน้ำหนัก เผาผลาญแคลอรี่ได้จริงหรือไม่.

sauna-benefit-01-300x200การอบซาวน่าทุกวันมีประโยชน์อย่างไร ช่วยลดน้ำหนัก เผาผลาญแคลอรี่ได้จริงหรือไม่

การอบซาวน่านั้นเป็นเทรนด์ทางด้านสุขภาพที่ได้รับความนิยมมาโดยตลอดและไม่เคยที่จะตกยุค นั่นเพราะว่าได้ประโยชน์ทั้งประโยชน์เรื่องของสุภาพ ผิวพรรณ และยังเกิดความสบายเนื้อสบายตัวกันได้อีก ดังนั้นเราจึงมักเห็นหลายๆ คนนั้นเดินเข้าเดินออกซาวน่าเป็นประจำ บางคนถึงกับสร้างห้องอบซาวน่าขึ้นมาที่บ้านส่วนตัวเลยก็มี สำหรับประโยชน์ของการอบซาวน่านั้นมีอะไรบ้าง เราลองไปดูกันเลยค่ะ

1.หลังจากการอบซาวน่า ไอน้ำและความร้อนจะทำให้รู้สึกว่าสบายตัว ทั้งนี้เพราะการอบไอน้ำจากซาวน่าจะทำให้เกิดการสูญเสียของเหลว และร่างกายจะเติมเต็มด้วยระบบน้ำเหลือง ดังนี้ผู้ที่เพิ่งผ่านการอบซาวน่ามาจะรู้สึกเหมือนมีเลือดลมสูบฉีด รวมไปถึงความร้อนจากไอน้ำในห้องซาวน่าจะทำให้ร่างกายขับของเสียออกมาทางเหงื่อ ดังนั้นเราจึงรู้สึกเหมือนว่าร่างกายมันผ่อนคลาย และตัวเบาสบายขึ้น ซึ่งนี่เองที่ทำให้ใครหลายคนติดใจการอบซาวน่า และถือเป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง

2. การเข้าอบไอน้ำในห้องซาวน่า จะทำให้เกิดกระบวนการกระตุ้นระบบโลหิตใต้ผิวหนัง ซึ่งจะช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้น เพราะชีวิตการทำงานของคนเราทุกวันนี้มักจะนั่งทำงานเป็นเวลานานจนเกิดการเมื่อยขบ และปัญหาที่ตามมาก็คือระบบหมุนเวียนโลหิตนั้นไม่ค่อยสะดวก และจะเกิดการสะสมของเซลลูไลท์ (Cellulite) ตามมา ซึ่งเมื่ออยู่ในห้องอบซาวน่า หลอดเลือดในร่างกายจะเกิดการขยายตัวและทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตมีการหมุนเวียนที่ดี ขึ้น ทำให้ช่วยกระชับผิวหนังขึ้นอีกด้วย

3. มีการวิจัยจากสถาบันทางวิทยาศาสตร์แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ว่าการอบซาวน่านั้นจะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น กล่าวคือเมื่อร่างกายสูดเอาไอน้ำจากกระบวนการอบซาวน่าเข้าไป จะทำให้ระบบเซลล์ที่ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย (โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย)มีเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า นอกจากนั้นยังสามารถกระตุ้นการทำงานของเฮโมโกลบิน (Hemoglobin) ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย

4. การอบซาวน่าสามารถช่วยในเรื่องของผิวพรรณที่ดีขึ้นได้ ยิ่งถ้าหากเป็นการอบซาวน่าสมุนไพรต่างๆ เพราะอย่างที่อธิบายไปในข้อ 2 คือซาวน่าจะช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือดให้ดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลขึ้นนั่นเอง

ส่วนใครที่กำลังคิดว่าการอบซาวน่านั้นจะช่วยเผาผลาญไขมันและลดน้ำหนักได้ นั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดนะคะ เพราะซาวน่าเป็นการอบด้วยความร้อน และขับน้ำออกมาจากร่างกาย เมื่ออบเสร็จอาจเห็นว่าน้ำหนักลดจริง แต่หลังจากที่ร่างกายขาดน้ำ และดื่มน้ำตามเข้าไปมากๆ น้ำหนักก็จะกลับมาคงเดิมนั่นเอง

แม้ว่าซาวน่านั้นจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ให้โทษได้หลายอย่างเช่นกัน ดังนั้นผู้ที่ต้องการเข้าไปอบซาวน่าควรทำการศึกษาวิธีการใช้งาน ข้อห้าม และข้อแนะนำต่างๆ พร้อมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำนั้นอย่างเคร่งครัดด้วยนะคะ

Posted on

การเตรียมตัวก่อนบวช มีขั้นตอนการปฏิบัติอย่างไรบ้าง.

how-to-be-monk-300x199การบวชนั้นเป็นหน้าที่อย่างหนึ่ง ของผู้ที่อยู่ในศาสนาพุทธพึงกระทำ เพราะการบวชหมายถึงการชำระล้างจิตใจ และการอุทิศตนเพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนต่างๆ ของพระพุทธเจ้า ตลอดจนเป็นการทดแทนพระคุณของบิดามารดาอีกด้วย ดังนั้นในช่วงชีวิตหนึ่งของลูกผู้ชายไทยนั้น ต้องหาโอกาสบวชเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ให้ได้ และสำหรับผู้ที่ตั้งใจจะบวช วันนี้เรามีวิธีการเตรียมตัวมาฝากกัน

1. การท่องบทขานนาค โดยปกติก่อนการบวชนั้น ผู้ที่ตั้งใจจะบวชจำเป็นต้องท่องบทขานนาคให้ได้เพื่อที่ว่า ในวันบวชจริงนั้นเราจะต้องท่องบทสวดบทนี้นั่นเอง (ในสมัยโบราณผู้ที่จะบวชจะลงทุนไปนอนที่วัดเพื่อศึกษาบทขนาดนาคนี้ก่อนนานนับสัปดาห์ก่อนการบวชจริง) ซึ่งงานบวชของเรานี้ถือว่าเป็นงานใหญ่ครั้งหนึ่งในชีวิต เพราะสายตาของญาติโยมทั้งหมดในงานจะจ้องมาที่เราจุดเดียวเมื่อถึงขั้นตอนการขานนาค ดังนั้นการเตรียมตัวท่องบทนี้ไปตั้งแต่เนิ่นๆ คงจะดีกว่าการไปนั่งอ้ำๆ อึ้งๆ ให้ญาติโยมท่านเสื่อมศรัทธา จริงไหมครับ

2. การตรวจร่างกายและเซ็นใบสมัคร เป็นการตรวจหาความผิดปกติต่างๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการบวช เช่น ป่วยไข้อะไรหรือไม่ มีโรคประจำตัวหรือเปล่า เป็นต้น รวมถึงใบสมัคร เพราะสมัยนี้การที่จะบวชได้ต้องมีลายเซ็นยินยอมจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองเสียก่อน

3. จัดเตรียมข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวในระหว่างที่บวช เช่น สบู่ ยาสระผม แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ฯลฯ นอกจากนั้นต้องจัดเตรียมเครื่องอัฐบริขาร 8 ซึ่งประกอบไปด้วย ผ้าสบง จีวร ผ้าสังฆาฏิ (หรือผ้าพาดไหล่) และสายรัดประคด ซึ่งของเหล่านี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านสังฆภัณฑ์ทั่วไปครับ

4. การขอขมาลาโทษ การบวชนั้นเป็นการชำระล้างจิตใจดังนั้นผู้ที่บวชจึงต้องมีหน้าที่ ไปขออโหสิกรรม หรือขอขมาลาโทษจากทั้งพ่อแม่ หรือญาติพี่น้อง รวมไปถึงคนที่ผู้บวชเคยได้ล่วงเกินหรือสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้ เพื่อที่ว่าการบวชของเรานั้นจะได้รับการอนุโมทนาและบริสุทธิ์ผุดผ่อง สามารถศึกษาธรรมมะต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องกระวนกระวายใจนั่นเองครับ

5. เก็บเนื้อเก็บตัว มีความเชื่อมาตั้งแต่โบราณว่า ก่อนการบวชมักจะมีมารมาผจญ ดังนั้นไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือแค่ความเชื่อ ผู้บวชควรเก็บเนื้อเก็บตัวศึกษาวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ให้ดี และไม่ควรไปไหนหากไม่จำเป็น เป็นการฝึกสมาธิของตนเองด้วยนั่นเอง

การบวชแม้จะมองว่ามีพิธีรีตองอะไรมากมายจนน่าปวดหัว แต่ผู้บวชก็จำเป็นต้องเตรียมตัวก่อนเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้วันจริงนั้นเกิดการฉุกละหุก ขาดๆเกินๆ ขึ้นมาได้ อันจะเป็นการเสื่อมเสียหน้า และทำให้ญาติโยมเกิดการหมดศรัทธาได้ครับสวัสดี

Posted on

5 วิธีพิสูจน์หยกแท้-หยกเทียม ลักษณะของหยกที่ดีต้องดูอย่างไร

prove-jade-640x330.หยกเป็นแร่ธาตุที่มีราคาสูง และนิยมใช้ทำเป็นเครื่องประดับและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น กำไร แหวน หรือแม้พระพุทธรูปนั้นก็มีไม่น้อยที่สร้างจากหยก ความที่มันเป็นแร่ที่หายากและราคาแพงนี้เอง จึงมีผู้คิดค้นการทำเลียนแบบขึ้นจากวัสดุต่างๆ ซึ่งด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันนี้ก็ช่วยให้มิจฉาชีพพวกนี้สามารถทำหยกปลอมได้ง่ายขึ้น แต่การจะสังเกตว่าอันไหนเป็นหยกปลอมหรือหยกแท้นั้น ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีทางเอาเสียเลย เพียงแต่ต้องอาศัยไหวพริบและความเคยชินกันสักหน่อยครับ
วิธีทดสอบหยกแท้-หยกเทียม
เคาะหยกเพื่อฟังเสียง

นำหยกมาเคาะกันดู หากเป็นหยกแท้นั้นจะมีเสียงดังกังวานเสนาะหู แต่ถ้าเป็นหยกปลอมนั้นจะออกเสียงทึบๆ ไม่ใสเท่าที่ควร ข้อแนะนำสำหรับวิธีนี้คือ ไม่ควรเคาะแรงจนเกินไป เพราะอาจทำให้เนื้อหยกนั้นแตกหรือบิ่นได้
รู้สึกเย็นเมื่อสัมผัส

ธรรมชาติของหยกนั้นมักจะมีเนื้อสัมผัสที่เย็น ดังนั้นเมื่อต้องการพิสูจน์ว่าเป็นหยกแท้หรือไม่ ควรนำมาวางไว้ในมือหรือกำไว้สักครู่ หากเนื้อหยกมีสัมผัสที่ไม่เย็น ให้ตีไว้ก่อนว่าเป็นของปลอม แต่วิธีนี้ก็ไม่แม่นยำเท่าไหร่นัก เพราะหยกก็คือหิน ที่สามารถเก็บความเย็นจากอุณหภูมิรอบตัวได้เท่านั้นเอง
ใช้แสงไฟพิสูจน์

ให้นำหยกขึ้นส่องดูกับไฟ ซึ่งโดยธรรมชาติเนื้อหยกจะดูใสและสามารถส่องผ่านทะลุโดยแสงไฟได้ แต่ของปลอมส่วนมากนั้นเนื้อจะทึบ ไฟที่ส่องผ่านนั้น ไม่สามารถทะลุได้ แต่ในสมัยนี้มีกรรมวิธีการปลอมแปลงที่เหนือชั้นมากขึ้น หยกปลอมบางชิ้นอาจจะมีลักษณะโปร่งแสง ให้ดูด้วยการใช้กล้องส่องพลอยจะสามารถมองเห็นเนื้อหยกได้ชัดมาก และเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น
ทดสอบกับกระจก

นำหยกไปขูดกับกระจก ทั้งนี้เนื้อหยกนั้นจะมีลักษณะแข็งมาก ให้ทดลองดูว่านำไปขูดกับกระจกแล้วจะเป็นรอยหรือไม่ ถ้าเป็นแสดงว่าหยกแท้ แต่ถ้าไม่มีรอยหรือเกิดรอยไม่สม่ำเสมอนั้น ให้ตีความว่าเป็นหยกปลอมได้เลย แต่ข้อควรระวัง ไม่ควรขูดแรงจนเกินไป เพราะกระจกจะแตกได้
ทดสอบกับเส้นผม

นำเส้นผมมาพันกับหยก แล้วจุดไฟลนที่หยก วิธีนี้ฮิตกันมากครับ เพราะสามารถทำได้ง่ายและร้านขายหยกส่วนใหญ่นั้นยอมให้ทดลองด้วยวิธีนี้ได้ ซึ่งถ้าลนไฟแล้วหยกร้อนขึ้น แต่เส้นผมไม่เป็นอะไร นี่คือหยกแท้ แต่ถ้าเส้นผมเกินไหม้ให้ตีความว่าหยกปลอมได้เลย

ทั้งนี้วิธีการที่จะดูหยกแท้หรือปลอมนั้น ไม่มีวิธีไหนที่ได้ผล 100% เพราะของปลอมในสมัยนี้ปลอมได้เหมือนของจริงมากๆ ครับดังนั้นควรสอบถามหรือหาข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้จะดีที่สุด
ซื้อหยกที่ร้านทั่วไป มีใบรับรับรอง จะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน?

ควรดูหลายปัจจัยประกอบ เช่น

ร้านที่ซื้อมา เป็นร้านแบบไหน ร้านใหญ่หรือเปล่า, ทำธุรกิจมานานหรือยัง
มีใบรับประกัน หรือใบรับรองหยกหรือไม่ และใบรับรองนี้ออกให้โดยร้านเอง หรือออกโดยสถาบันอัญมณี เพราะถ้าเป็นสถาบันอัญมณีจะมีความน่าเชื่อถือกว่ามาก

ถ้าไม่แน่ใจ เบื้องต้นก็ลองนำหยกไปให้ร้านอื่นๆดูก่อนก็ได้ หรืออีกวิธีคือส่งเข้าห้องแลปที่สถาบันอัญมณี เพื่อทดสอบและออกใบรับรองให้ครับ

Posted on

บ้านที่น่าอยู่มีลักษณะอย่างไร กับ 4 วิธีง่ายๆที่จะเปลี่ยนบ้านของคุณให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

make-loving-home-300x225 คำว่าบ้านนั้นมีความหมายมากกว่าที่อยู่อาศัย หรือที่นอนพักผ่อนยามเหนื่อยล้า แต่หมายถึงความรักความอบอุ่นของคนในครอบครัวด้วยเช่นเดียวกัน เพราะบ้านนั้นเป็นศูนย์รวมของครอบครัว ทั้งเด็ก หนุ่มสาว และคนชรา ดังนั้นการที่บ้านจะเป็นบ้านได้ จึงต้องมีลักษณะที่น่าอยู่อาศัย สะอาดสะอ้าน รวมไปถึงพฤติกรรมของคนในครอบครัวประกอบร่วมกัน เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดนี้มารวมกันอย่างสมบูรณ์ จึงจะสามารถเรียกว่า “บ้าน” ได้อย่างเต็มปาก และสำหรับวิธีการทำให้บ้านมีลักษณะที่น่าอยู่นั้น ทำได้ดังต่อไปนี้ครับ1. ควรจัดหรือตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ เหมาะสำหรับการอยู่อาศัย ไม่รกรุงรัง หรือวางข้าวของทิ้งระเกะระกะ รวมไปถึงต้องจัดบ้านให้สามารถมีแดดส่องถึงได้ เพราะมีการวิจัยบางตัวเคยบอกว่า การที่บ้านมีลักษณะมืดๆทึบๆ นั้นไม่ชวนให้น่าอยู่เท่าไหร่นัก นอกจากนั้นห้องต่างๆ ภายในบ้านควรจัดให้มีความโปร่งสบาย อากาศถ่ายเทได้สะดวก ทำให้ไม่อับจนน่าอึดอัดนั่นเองครับ

2. หมั่นทำความสะอาดบ้านอยู่เสมอ ไม่ควรปล่อยให้สกปรกหรือรกรุงรัง เพราะความสะอาดนั้นมีผลต่อการอยู่อาศัยอย่างมาก ถึงแม้ท่านผู้อ่านก็คงไม่ชอบที่จะอยู่ในบ้านรกๆ ไม่เคยกวาดหรือถูพื้นสักเท่าไหร่หรอกใช่ไหมครับ ตามหลักแล้วเราจึงควรทำความสะอาดด้วยการกวาดบ้านวันละครั้งเป็นอย่างน้อย และหมั่นถูพื้น ปัดหยากไย่อยู่เป็นประจำทุกสัปดาห์ จะช่วยให้บ้านดูน่าอยู่มากขึ้นครับ

3. จัดห้องต่างๆ รวมถึงของใช้เป็นหมวดหมู่อย่างเหมาะสม เช่น ห้องครัวก็จัดตู้หรือชั้นวางต่างๆ สำหรับวางจนและของใช้ในครัว ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่นต้องแยกเป็นสัดส่วน นอกจากนั้นหากบ้านของคุณมีเด็ก จะต้องแยกเป็นโซนของเด็กต่างหาก เพราะเด็กนั้นมักจะมีของเล่นต่างๆ มากมาย ดังนั้นการแยกส่วนจะทำให้บ้านดูน่าอยู่และไม่รกหูรกตานั่นเองครับ

4. มีบรรยากาศการอยู่อาศัยที่ดี มีความปรองดองไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ที่จะช่วยส่งเสริมให้บ้านน่าอยู่ เพราะหากทุกคนในบ้านไม่ดูแลเอาใจใส่กัน หรือต่างคนต่างอยู่ ต่อให้บ้านสวยแค่ไหน หรือสะอาดเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้เกิดความรู้สึกที่น่าอยู่ได้ ดังนั้นก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละครับว่าคนในครอบครัวควรหันหน้าเข้าหากันและช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน

จะเห็นได้ว่า การที่บ้านจะมีลักษณะที่น่าอยู่นั้น จะต้องประกอบไปด้วยสองส่วน คือรูปลักษณ์ของตัวบ้าน และพฤติกรรมการอยู่อาศัยของคนในบ้าน ซึ่งทั้งสองส่วนหากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปคงไม่สามารถทำให้บ้านดูน่าอยู่ได้เท่าที่ควร ดังนั้นสมาชิกในบ้านต้องช่วยกันดูแลและสอดส่อง เพื่อให้บ้านของเราน่าอยู่นั่นเองครับ

Posted on

9 วิธีบำรุงไตให้แข็งแรง และป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไตเสื่อม.

maintain-kidney-272x1259 วิธีบำรุงไตให้แข็งแรง และป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไตเสื่อม.
ไตเป็นอวัยวะฟอกของเสียออกจากร่างกาย และทำให้ร่างกายขับออกไปในรูปของปัสสาวะ ดังนั้นจึงนับว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอวัยวะชนิดอื่นเลย และที่สำคัญ หากมีอาการไตเสื่อมขึ้นมาแล้ว ไตจะไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองให้กลับสู่สภาพเดิมได้ ยกเว้นการผ่าตัดเปลี่ยนถ่าย ดังนั้น เราจึงควรหมั่นดูแลรักษาไตของเราให้ใช้งานและอยู่คู่กับเราให้นานที่สุด และไม่เสื่อมไปก่อนวัยอันควร วันนี้เรามีข้อแนะนำง่ายๆ มาบอกกันสำหรับวิธีการบำรุงไตครับ

1. ควรตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเบาหวาน หรือมีน้ำตาลในเลือดสูง ทั้งนี้เพราะเจ้าน้ำตาลนั้นเป็นหนึ่งในตัวที่จะทำให้ไตของเราเสื่อมลงก่อนวัยอันควร นอกจากนั้นควรทำการควบคุมระดับความดันในเลือดให้สม่ำเสมอด้วยเช่นกัน เพราะระดับความดันที่ไม่คงที่สามารถทำให้ไตเสื่อมลงได้เช่นกันครับ

2. ควบคุมอาหาร เราไม่ควรทานอาหารที่มีรสจัดจนเกินไปครับ โดยเฉพาะอาหารที่มีรสเค็มจัด หรือเผ็ดจัด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเจ้าอาหารรสจัดนี้จะทำให้ระบบการกรองของเสียของไตนั้นทำงานหนักขึ้น และจะทำให้ไตเสื่อมก่อนวันอันควรได้นั่นเอง และอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะแนะนำก็คือ ไม่ควรเน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนมากจนเกินไป เพราะเป็นตัวเร่งให้เกิดของเสียในกระบวนการกรองของไตครับ

3. ควบคุมอาหารประเภทที่มีไขมันเยอะ เช่น ของผัดหรือของทอด และเข้ารับการตรวจไขมันในเลือดอย่างเป็นประจำ

4. ควรดื่มน้ำอย่างพอเพียงในแต่ละวัน คือประมาณ 6-8 แก้ว แต่ไม่ควรดื่มมากจนเกินไปเพราะจะทำให้กระบวนการกรองไม่ได้หยุดพัก

5. ควรลดหรือเลิกเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์นั้นมีผลต่อตับและไต สำหรับนักดื่มที่ดื่มจัดนั้นไตจะเสื่อมลงได้เร็วกว่าปกติ รวมไปถึงการสูบบุหรี่เช่นเดียวกัน

6. ไม่ควรใช้ยาหรืออาหารเสริมที่มีอันตรายต่อไต

7. พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ควรนอนดึก หรือพักผ่อนน้อยจนเกินไป เพราะจะส่งผลให้ไตไม่ได้พัก

8. หาเวลาว่างอย่างน้อยวันละ 30 นาทีสำหรับการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายนั้นช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต กำจัดไขมันส่วนเกิน และขับเกลือออกมาทางเหงื่อ ส่งผลทำให้เป็นผลดีต่อไตเพราะไตไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไปนั่นเอง

9. หากพบว่าเป็นโรคไตควรเข้ารับคำแนะนำ และปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด

จะเห็นได้ว่า หลักๆ เลยในเรื่องของการดูแลรักษาไตนั้น ก็มักจะสัมพันธ์กับการออกกำลังกาย ลดอาหารรสจัด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งนี้หากคุณสามารถปฏิบัติตามได้ ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อไตเท่านั้น ยังทำให้ร่างกายของคุณเกิดความสมดุล มีภูมิต้านทานต่อทุกโรคอีกด้วยครับ

Posted on

7 เคล็ดลับ วิธีเปลี่ยนผมหยิกให้กลายเป็นผมตรงโดยไม่ต้องยืดทำอย่างไร.

curl-hair-300x200เชื่อว่าหลายๆ คนที่มีผมหยิกหรือหยักศกตามธรรมชาติ คงต้องรู้สึกอิจฉาคนที่มีผมตรงเป็นแน่ เพราะผมตรงนั้นจะสามารถตัดเป็นทรงต่างๆ ตามแฟชั่นแบบไหนก็ดูเท่ ดูเข้าท่า ต่างกับผมหยักศกที่จัดทรงยาก ถ้าจะดัดผมให้ตรงก็จะต้องใช้เวลาในการรีดผมนาน แถมยังทำให้สุขภาพผมเสียอีกด้วย แต่เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ค่ะ เพียงแค่ทำตามคำแนะนำของเราเท่านั้น และที่สำคัญ ใช้ได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิงเลยนะคะ

1. หมั่นบำรุงเส้นผมให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ และไม่ควรใช้แชมพูที่มีคอนดิชั่นเนอร์เป็นส่วนผสม แต่ให้แยกออกมาใช้แชมพูและคอนดิชันเนอร์อย่างละตัวดีกว่า โดยให้ใช้เจ้าคอนดิชันเนอร์นี้ชโลมให้ทั่วเส้นผม แล้วปล่อยให้ซึมซับเข้าสู่เส้นผมราวๆ 2 นาที จากนั้นให้ล้างออก (เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งขณะชโลมคอนดิชันเนอร์ ให้ใช้หวีซี่ห่างสางสมไปด้วย เพื่อให้ตัวคอนดิชันเนอร์ซึมซาบได้ทั่วถึงค่ะ) แค่นี้ผมของคุณก็จะชุ่มชื้นดูดี และจัดทรงง่ายมากขึ้นแล้วค่ะ

2. สระผมด้วยน้ำเย็น เนื่องจากน้ำเย็นนั้นสามารถช่วยปิดเกล็ดผม ทำให้ผมดูเงางามไม่ชี้ฟู แต่ไม่ควรสระผมบ่อยเกินไปนะคะ เพราะการสระผมบ่อยนั้นจะทำให้ผมขาดความชุ่มชื้นและชี้ฟูได้ค่ะ

3. ห้ามใช้หวีแปรง เพราะจะทำให้ผมเสียหรือขาดได้

4. ไม่เล่นผมระหว่างวัน เช่น บิดปอยผมเล่น หรือม้วนผมเล่น เพราะนอกจากจะทำให้ผมดูยุ่งเหยิงจัดยากแล้ว ยังอาจเป็นสาเหตุให้ผมแตกปลาย หรือแห้งเสียชี้ฟูได้ด้วยค่ะ

5. ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผม เช่น คอนดิชั่นสูตรที่เหมาะสำหรับผมของคุณ หรือซีรั่มที่มีส่วนช่วยบำรุงเส้นผม แนะนำว่าควรเน้นไปที่บริเวณส่วนปลายของเส้นผม ซึ่งเป็นส่วนที่เสียได้ง่ายมากที่สุด และสำหรับผู้ที่ผมชี้แห้ง ควรใช้ออยล์ชโลมเส้นผม เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่เส้นผม

6. หลีกเลี่ยงการทำสีผม ดัด ย้อม เป่าผมหรือแม้แต่การรีดผม เพราะนั่นเป็นสาเหตุให้ผมแห้งเสีย และแตกปลายค่ะ

7. ใช้แชมพูที่สีค่าป้องกันแสงแดดหรือ SPF ทั้งนี้เพราะแสงแดดสามารถทำให้ผมคุณแห้งเสียได้นั่นเอง การใช้แชมพูที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดจะช่วยรักษาสุขภาพผมของคุณดูดีอยู่เสมอนั่นเอง

แม้การที่จะทำให้ผมเหยียดตรงได้โดยสมบูรณ์นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่เราก็สามารถที่จะรักษาสุขภาพของผมให้ดูดี มีน้ำหนัก และจัดทรงสวยได้อย่างใจแทนได้ค่ะ เพียงแค่ลองทำตามคำแนะนำดูเท่านั้น แค่นี้คุณก็จะเป็นคนผมหยักศกที่ไม่ต้องไปอิจฉาคนผมตรงอีกต่อไป

Posted on

เมื่อกระดูกหักจะมีอาการและผลเสียที่ตามมาอย่างไรบ้าง.

tetanus-symptoms-300x225ในมนุษย์นั้น อาการของกระดูกหักมักจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ หรือร่างกายไม่แข็งแรงเพราะขาดแคลเซียม ซึ่งเมื่อเกิดอาการกระดูกหักนี้ขึ้นมาแล้ว จะสามารถส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไรได้บ้างนั้น คุณหมอท่านแนะนำมาว่าอย่างนี้ครับ
1. เกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรงบริเวณที่เกิดการหัก ทั้งนี้เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะในกระดูกของคนเรานั้น มีเส้นเลือดใหญ่และเส้นประสาทอยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดการหักขึ้นแล้ว จะส่งผลทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง บางรายที่มีอาการเจ็บปวดมากนั้นถึงขั้นช็อกสลบ และเสียชีวิตไปเลยก็มี

2. มีอาการบวมรอบๆ บริเวณที่หัก ทั้งนี้ก็เพราะเหตุผลที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า แท้จริงแล้วกระดูกนั้นมีเส้นเลือดใหญ่อยู่ภายในเมื่อมีการหักของกระดูกเกิดขึ้น ย่อมหมายถึงเส้นเลือดใหญ่นั้นหักหรือขาดไปด้วย เมื่อเลือดจากเส้นเลือดนั้นไหลออกมาคั่งอยู่บริเวณที่หัก จะส่งผลทำให้บริเวณนั้นเกิดอาการปวดบวมอย่างมากนั่นเองครับ

3. กระดูกนั้นเป็นโครงสร้างหลักของร่างกาย ดังนั้นเมื่อเกิดการหักหรือเสียหายเกิดขึ้น ร่างกายย่อมจะมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างไปด้วย ทั้งนี้เพราะกระดูกนั้นเสียรูปไปแล้วนั่นเอง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้แนะนำให้รักษาหรือขอคำแนะนำจากหมอกระดูกโดยด่วนครับ มิเช่นนั้นส่วนที่หักอาจจะพิการไปตลอดเลยก็ได้

4. เคลื่อนไหวร่างหายไม่ได้ หรือไม่สะดวก โดยเฉพาะบริเวณที่กระดูกหัก ทั้งนี้สืบเนื่องจากเกิดอาการเจ็บปวด และบวมขึ้นมา และไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เวลาเคลื่อนไหวนั้นเกิดความรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา มากบ้างน้อยบ้างตามอาการ แต่ที่แน่ๆ เมื่อเคลื่อนไหวไม่สะดวกจะทำให้การทำกิจกรรมต่างๆ ไม่สะดวกไปด้วยครับ ในผู้ป่วยที่มีกระดูกหักมาก จะต้องนอนเฉยๆ ตลอดทั้งวันเลยทีเดียว

5. บางครั้งกระดูกที่หักนั้นไม่ได้หักออกมาเป็นสองท่อนหรือชิ้นใหญ่ แต่อาจจะหักเป็นชิ้นเล็กๆ หลายท่อนเลยก็ได้ ซึ่งพบเห็นได้บ่อยในอุบัติเหติร้ายแรง เมื่อเกิดขึ้นแล้วอาจจะทำให้ส่วนที่แหลมคมของกระดูกทิ่มออกมานอกเนื้อ และหากเป็นกระดูที่แตกละเอียดมาก วิทยาการแพทย์ในปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ อาจะทำให้อวัยวะส่วนนั้นพิการไปตลอดเลยก็มี

6. หากบริเวณที่กระดูกหักนั้นเป็นกระดูกที่สำคัญอย่างกระดูกสันหลัง ซึ่งมีเส้นประสาที่เชื่อมต่อกับสมองอยู่มาก อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดการอัมพาต ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้อีกเลย ทั้งนี้เพราะบริเวณเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหวนั้นถูกทำลายไปแล้วนั่นเอง

โรคกระดูกหักไม่ว่าจากสาเหตุใดก็ตาม นับว่าเป็นสิ่งที่ร้ายแรงกับชีวิตมากเพราะกระดูกเป็นอวัยวะส่วนที่สำคัญของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นแขนขา หรือกระดูกสันหลัง ดังนั้นวิธีการป้องกันไม่ให้เกิดอาการกระดูกหักนั้น อย่างแรกเลยต้องมีความไปประมาท และเมื่อเกิดอาการขึ้นมาแล้ว ควรรีบไปโรงพยาบาลโดยด่วนครับไม่ควรปล่อยไว้ แม้ว่าอาการภายนอกจะเล็กน้อยแค่ไหน สวัสดีครับ

Posted on

ปัจจัยเสี่ยงและอาการเริ่มต้นของโรคบาดทะยัก อันตรายใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

broken-bone-300x200โรคบาดทะยักหรือ Tetanus เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโรคชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในดิน หรือในสถานที่ และสิ่งของที่สกปรก ซึ่งมักจะเข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ได้ทางบาดแผล และเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดการชักหรือเกร็ง ทั้งนี้เพราะเจ้าเชื้อโรคชนิดนี้จะสร้างสารพิษขึ้นมาชนิดหนึ่งเรียกว่า toxin ซึ่งสารนี้มีผลต่อระบบประสาท และทำให้เกิดอาการชักขึ้นมานั่นเอง โดยปกติผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายจะแสดงอาการประมาณ 14 วันโดยเฉลี่ย เรามาดูกันครับว่า แผลแบบไหนบ้างที่เสี่ยงต่อการติดโรคบาดทะยัก
1. แผลสดที่เกิดขึ้นจากสาเหตุต่างๆ และไม่ได้รับการทำความสะอาดที่ดีพอ มีฝุ่น น้ำลาย หรือสิ่งของสกปรกติดค้างอยู่ภายในบาดแผล

2. แผลที่เกิดจากการถูกวัสดุที่ไม่สะอาดทิ่มตำหรือบาด เช่น ตะปูขึ้นสนิม กิ่งไม้ มีดขึ้นสนิม

3. แผลที่เกิดจากไฟไหม้

4. แผลที่กดทับและอับ จนเกิดเนื้อตายขึ้น ส่วนใหญ่มักพบในผู้ป่วยอัมพาต

5. แผลที่เกิดจากสัตว์ที่เป็นพาหะของเชื้อเช่น หนู ตุ๊กแก ค้างคาว หรือหมาแมวก็อาจเป็นพาหะของโรคได้เช่นกัน

อาการของโรคบาดทะยัก
1. ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงทั้งนี้เพราะเชื้อ toxin นั้นไปจับอยู่กับเส้นประสาทส่วนที่ควบคุมความรู้สึก ส่งผลให้เกิดอาการปวดที่ศีรษะอย่างมาก รวมไปถึงอาการปวดอย่างรุนแรงที่กรามทั้งสองข้าง ตามมาด้วยอาการกรามค้างอ้าปากไม่ได้ รวมไปถึงการกลืนน้ำลายไม่ได้ ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากเชื้อ Toxin นี่เอง

2. มีอาการกล้ามเนื้อเกร็งทั้งร่างกาย เพราะเชื้อจะเข้าไปควบคุมบริเวณกล้ามเนื้อลาย โดยเริ่มแรกนั้นผู้ป่วยจะเริ่มปวดหรือเกร็งที่กล้ามเนื้อบริเวณรอบปากแผลก่อน แต่หลังจากนั้น 1-7 วัน จะลามไปสู่การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย และเมื่อรวมกับอาการปวดกราม-กรามค้าง ก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถรับประทานอาหารหรือน้ำได้ ทั้งนี้เพราะอ้าปากไม่ได้นั่นเอง

3. เนื่องจากกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเกิดอาการเกร็ง ดังนั้นสิ่งที่ตามมาคืออาการปวดเมื่อยทั่วร่างกายอย่างรุนแรง และกล้ามเนื้อส่วนที่ช่วยในการหายใจไม่ทำงาน ซึ่งผู้ป่วยมักจะเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายเมื่อถึงขั้นตอนนี้

4. มีไข้เหงื่อออก คือผู้ป่วยจะรู้สึกหนาวสั่น แต่ร่างกายนั้นจะมีอุณหภูมิสูงและมีเหงื่อไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา

5. ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็ว

ข้อแนะนำในการป้องกันและรักษาโรคบาดทะยักนี้คือ ไม่ควรปล่อยให้บาดแผลสกปรก เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ดังนั้นเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือมีบาดแผลเกิดขึ้น ให้รีบทำความสะอาดปากแผลให้ทั่วด้วยแอลกอฮอล์และยาฆ่าเชื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเศษดินหรือสิ่งของสกปรกติดค้างอยู่ภายใน รวมไปถึงไม่ควรคลุกคลีกับสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคมากจนเกินไปนั่นเอง