Posted on

4 คุณประโยชน์ดีๆ ของน้ำมันมะกอก

หลายคนที่คิดจะหันมากินอาหารเพื่อสุขภาพ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร อย่าเพิ่งหมดหวัง เพราะก้าวแรกของการมีสุขภาพที่ดีนั้นไม่ยากอย่างที่คิด

ลองเริ่มจากการเลือกใช้น้ำมันที่ดีในการปรุงอาหารคุณจะพบว่าการทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้นใครๆ ก็ทำได้ งานนี้เพื่อเป็นไกด์ไลน์ให้กับมือใหม่ที่หันมาดูแลสุขภาพ กูรูจากน้ำมันมะกอกเบอร์ทอลลี่ มี 4 คุณประโยชน์ดีๆ ของน้ำมันมะกอกมาบอกต่อ

 

1.ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล

เพราะในน้ำมันมะกอกไม่มีส่วนประกอบของเกลือ แถมยังปราศจากคอเลสเตอรอล และอุดมไปด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัวถึง 77% โดยเฉพาะกรดโอเลอิกหรือกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว

2.อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ซึ่งไม่พบในน้ำมันชนิดอื่นๆ และยังอุดมไปด้วยวิตามินอี น้ำมันมะกอกเพียงหนึ่งช้อนโต๊ะมีวิตามินอีมากถึง 8% ของปริมาณวิตามินอีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ในน้ำมันมะกอกยังประกอบด้วย สารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ และสารโพลีฟีนอล ที่ไม่พบในน้ำมันชนิดอื่นๆ

3.ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

น้ำมันมะกอกมีปริมาณของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้รับกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวจากน้ำมันมะกอกเป็นประจำนั้น จะมีระดับของคอเลสเตอรอลในเลือดชนิด LDL ต่ำ ซึ่ง LDL นี้เองที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญอันก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั่นเอง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกับเส้นเลือด ลดภาวะเกล็ดเลือดจับตัวเป็นลิ่ม ช่วยให้เส้นเลือดแข็งแรงขึ้น และยังช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

4.ช่วยลดเบาหวานได้หลายวิธี

เพราะน้ำมันมะกอกนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระนี้สามารถช่วยลดความเสียหายจากสภาวะเครียดออกซิเดชั่น อันเป็นผลมาจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงได้ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดสภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้เป็นอย่างดี รวมทั้งอาการที่เกิดขึ้นจากเส้นประสาทชนิดต่างๆ ถูกทำลายโดยโรคเบาหวาน

Posted on

7 สาเหตุนอนไม่หลับและเคล็ดลับแก้ไข.

การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนั้นเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการใช้ชีวิต ซึ่งความต้องการในการนอนหลับของคนมีไม่เท่ากันเนื่องจากขึ้นอยู่กับอายุ ทารกต้องนอนละวันละ 16 ชั่วโมง วัยรุ่นต้องการวันละ 9 ชั่วโมง ผู้ใหญ่ต้องการวันละ 7-8 ชั่วโมง

แต่วงจรการใช้ชีวิตในปัจจุบันนั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากอดีต จนนำมาสู่การเกิด “โรคนอนไม่หลับ” หรือ Insomnia ซึ่งมีรูปแบบของอาการมากมาย เช่น การนอนไม่หลับ การนอนหลับไม่สนิท การหลับๆ ตื่นๆตลอดทั้งคืน การตื่นขึ้นมากลางดึก การตื่นเช้าผิดปกติ และการตื่นมาแล้วไม่สดชื่น เป็นต้น

7 สาเหตุการนอนไม่หลับ และเคล็ดลับวิธีแก้ไข

1. ปัญหาสิ่งแวดล้อม เสียงดังรบกวน สว่างเกินไป หรือคับแคบเกินไป ทำให้นอนหลับยาก

2. อาการเจ็บป่วย เช่น ปวดท้อง ปวดตามเนื้อตัว เป็นโรคเกี่ยวกับการนอนหลับ มีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ มีอาการไอ

3. ความเครียด อาการวิตกกังวล แรงกดดัน หรือมีอาการซึมเศร้าและท้อแท้ หมดกำลังใจ หมดหวังในการใช้ชีวิต คิดว่าตัวเองไร้ค่า ยึดติดและอยู่กับตัวเองมากเกินไป

4. แอลกอฮอล์ คาเฟอีนในกาแฟ บุหรี่ หรือการใช้ยาบางชนิดนั้นอาจส่งผลเกี่ยวกับการนอนหลับ

5. ท้องว่าง ทำให้เกิดอาการอึดอัด หิวขึ้นมาในช่วงดึก หรืออิ่มมากเกินไป จนทำให้มีอาการแน่นท้องกลางดึก จนนอนไม่หลับ

6. ภาวะการนอนหลับ เช่น การนอนละเมอ ฝันร้าย หรือนอนไม่หลับจนติดเป็นนิสัย

7. หน้าที่การงานที่ต้องเปลี่ยนเวลาการนอนอยู่สม่ำเสมอ เช่น พยาบาล ยาม

7 สาเหตุการนอนไม่หลับ และเคล็ดลับวิธีแก้ไข

วิธีแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับ

– จัดที่นอนให้เหมาะสม สบายเหมาะแก่การนอน เงียบสงบ อุณหภูมิที่เย็นสบายพอเหมาะ ไม่ควรเปิดโทรทัศน์ และหากต้องการให้ร่างกายพักผ่อนมากจริงๆ ให้ปิดเครื่องมือสื่อสารทุกชนิด จะได้ไม่มีเสียงรบกวนขณะนอนหลับ

– ผ่อนคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน เช่น การนวดให้ร่างกายผ่อนคลาย การแช่น้ำอุ่น

– หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน หรือการใช้ยาที่ทำให้เกิดอาการง่วงซึมในช่วงกลางวัน

– เมื่อรู้สึกง่วงจะต้องเข้านอนทันที เข้านอนให้เวลานั้นเหมือนกันทุกคืน ตรงเวลา ร่างกายจะจดจำเวลานอนเอง

– หลีกเลี่ยงอาหารมื้อหนัก หรืออาหารที่ย่อยยากก่อนนอน เพราะจะทำให้ปวดท้อง เนื่องจากมีอาการกรดไหลย้อน ถ้าท้องว่างให้รับประทานอาหารเบาๆ เช่น ขนมปังชิ้นเล็ก นมอุ่ม หรือน้ำผลไม้

– หากนอนไม่หลับ ให้ไปทำกิจกรรมเบาๆ เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือนั่งสมาธิ เมื่อรู้สึกง่วงให้เข้ามานอน

– ก่อนนอนควรทำสมองให้โล่ง ปลอดโปร่ง ไม่นำเรื่องเครียด กดดัน ผิดหวัง หรือเสียใจมาคิด ทำจิตใจให้ผ่อนคลายก่อนนอน ใช้กลิ่นเข้ามาช่วยในการนอนหลับ เช่น กลิ่นวานิลลา กลิ่นลาเวนเดอร์ กลิ่นยูคาลิปตัส กลิ่นพิมเสน หรือกลิ่นคาโมมายล์ ที่ช่วยทำให้ผ่อนคลาย บรรเทาความเครียด จิตใจสงบ ปลอดโปร่ง และผ่อนคลาย

– หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ ชาที่มีคาเฟอีน หรือน้ำอัดลม เพราะจะทำให้นอนไม่หลับ และลดประสิทธิภาพการนอนหลับ ลดการดื่มแอลกอฮอล์ลง ถึงแม้ว่าจะช่วยในเรื่องการนอนหลับ หากมากไปอาจส่งผลต่อร่างกายได้

– ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรออกกำลังกายก่อนนอน เพราะจะทำให้ร่างกายมีการตื่นตัว นอนไม่หลับ

– ปรึกษาแพทย์หรือนักบำบัด อาจมีการแนะนำให้ใช้ยานอนหลับ ยาผ่อนคลาย ได้รับการปรึกษา หรือมีตารางการปฏิบัติมาให้ฝึกบำบัดการนอนหลับ

– รับประทานอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง เช่น ปลาโอ ปลาเก๋า ปลากะพง ถั่วเหลือง ถั่วลิสง อัลมอลต์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยอดฟักแม้ว ยอดฟักทอง และกล้วยสุก เพราะแมกนีเซียม ลดอาการซึมเศร้า และมีผลต่อกระบวนการควบคุมการนอนหลับ โดยเป็นตัวที่ช่วยในการสร้างสารเมลาโตนิน นอกจากนั้นอาหารที่มีโปรตีนและฟอสฟอรัสนั้นยังมีแมกนีเซียมด้วย เช่น ธัญพืชไม่ขัดสี ถั่วเมล็ดแห้ง ไข่ ผักใบเขียว และเนื้อสัตว์

ทั้งนี้หากเราอดนอน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลเสียกับร่างกายทำให้ระบบร่างกายทำงานติดขัด จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตสูง และปัญหาด้านระบบหลอดเลือดหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานโดยมีประสิทธิภาพลดลง หายจากโรคต่างๆ ได้ช้าลง มีผลต่อการเจริญเติบโต มีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอได้ลดลง ฟื้นตัวจากโรคได้ช้า ร่างกายมีภาวะอ่อนเพลีย ส่งผลต่อระบบเผาผลาญ ร่างกายต้องการอาหารมากขึ้น มีอาการป่วย เช่น คลื่นใส้ ปวดศีรษะ ท้องผูกหรือท้องเสีย กล้ามเนื้อทำงานได้ไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อทำงานได้ลดลง หรืออ่อนแรง อ่อนเพลีย มีผลทางด้านจิตใจและอารมณ์ เช่น โกรธง่าย มีอารมณ์แปรปรวน ไม่คงที่ ซึมเศร้า และมีอาการเฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องดูแลร่างกายให้ดี การพักผ่อนนอนหลับนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่แพ้เรื่องการบริโภคหรือการออกกำลังกายเลย

Posted on

ดูแลผิวพรรณ ‘สู้แดด’ เล่นน้ำสงกรานต์.

จะได้ชุ่มฉ่ำเล่นสาดน้ำสงกรานต์ตามประเพณี จึงถือโอกาสบอกเคล็ด (ไม่) ลับจาก “พญ.ขวัญจิรา วงศ์เกียรติขจร” แพทย์ดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านความสวยความงามเกี่ยวกับผิวหนัง เพื่อปรนนิบัติผิวรับหน้าร้อน เช่นเดือนมหาสงกรานต์นี้ ก่อนที่จะออกไปท้าแดดกัน
1.ทาครีมกันแดดในปริมาณที่เหมาะสม “สำคัญมากนะคะ คือต้องทาให้หนาพอ จึงจะกันแดดได้เท่ากับ SPF ที่ระบุไว้ในผลิตภัณฑ์” จำง่ายๆ…แบบครีมให้กด 2 ข้อนิ้ว แบบน้ำกด 1 เหรียญสิบ

2. เข้าใจฉลากครีมกันแดด ครีมกันแดดที่ดีต้องกันแดดได้ครอบคลุม อย่างน้อยต้องกันแสง UVA (มีค่า PA++++ หรือ PPD) และ UVB ( SPF มากกว่า 50)

3. ทาซ้ำ ถ้าเรามีกิจกรรมที่เหงื่อออกมาก หรือโดนน้ำบ่อยๆ ครีมกันแดดจะอยู่บนผิวเราไม่นาน จำเป็นต้องทาซ้ำทุกๆ 2 ชม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องผิวของคุณ

4. ใช้อุปกรณ์อื่นช่วยกันแดด ถ้าเราเล่นน้ำต้องอยู่กลางแสงแดดนานๆ หรือเล่นกีฬากลางแจ้ง การสวมหมวกปีกกว้าง ร่ม สวมใส่เสื้อผ้ากันแดด ที่มีค่า UPF ก็จะช่วยปกป้องผิวได้ดีกว่าทาครีมกันแดด

5. หลีกเลี่ยงแดดช่วง 10.00-15.00 เพราะมี UV index สูงที่สุด แม้ว่าช่วงนั้นจะมีเมฆมากแดดไม่แรง…แต่แสง UV ก็แรงเหมือนเดิม แดดร่มแบบนี้ถ้าไม่ระวังจะดำกว่าแดดจัด

6. ปกป้องสายตาด้วยแว่นกันแดด เลือกแว่นกันแดดที่เลนส์ดีๆ กัน UV100% ขนาด Oversize บังหน้าแก้มหน่อย นอกจากจะเพิ่มความเก๋เสริมลุคในวันนั้นแล้ว ยังช่วยถนอมสายตา บังแดดให้หน้าแก้มตำแหน่งที่เป็นฝ้าบ่อย จุดด่างดำริ้วรอยก่อนวัยได้อีกด้วย

แต่การจะมีสุขภาพผิวให้สุขภาพดีอยู่ตลอดเวลา ต้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้วต่อวัน (หรือนำน้ำหนักตัวคูณด้วย 43.5 ผลลัพธ์ที่ได้คือปริมาณน้ำที่ควรดื่มในแต่ละวัน) โดยมีคำแนะนำเพิ่มอีกนิดจาก “นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช” รองอธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่า ควรเลือกเล่นน้ำช่วงเวลาก่อน 10.00 น. หรือหลัง 15.00 น. เพราะรังสี UV ช่วงที่ว่านี้ค่อนข้างเข้มข้นมากๆ และควรใช้ครีมกันแดดสูตรกันน้ำที่มี SPF 50 PA+++ หรือมากว่า ทาก่อนออกแดดประมาณ 20 นาที

Posted on

ผู้ชายก็เป็นมะเร็งเต้านมได้.

52000768 - young businessman having heart attack and chest pain
52000768 – young businessman having heart attack and chest pain

มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูง

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย สถิติจากสถาบันมะเร็งบอกว่าผู้หญิงไทยป่วยเป็นมะเร็งเต้านม 28.6 คนต่อประชากร 1 แสนคน และมีอัตราการเกิดโรคและการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน มะเร็งเต้านมในผู้ชายกลับมีการพูดถึงน้อยมาก

ข้อมูลในสหรัฐระบุว่า มะเร็งเต้านมในผู้ชายมีอัตราราวร้อยละ 1 ของมะเร็งเต้านมที่พบทั้งหมด คิดเป็นตัวเลขราว 2,500 คน จากจำนวนนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิตราว 500 คนต่อปี

มะเร็งเต้านมชายพบมากในชายสูงวัยมากกว่าชายวัยหนุ่ม แต่ก็มีผู้ชายที่มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคนี้สูงเช่น มีญาติพี่น้องผู้หญิงป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม หรือมีความไวต่อการรับฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือมีโครโมโซมเป็น XXY

มีข้อมูลว่าผู้ชายที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมราว 1 ใน 5 มีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม และมียีน BRCA ซึ่งเป็นยีนที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมอยู่ในร่างกาย นอกจากนี้การบริโภคแอลกอฮอล์มาก หรือเป็นโรคอ้วน ก็เป็นตัวเร่งที่ทำให้มะเร็งถามหาเช่นกัน

แม้ว่าสถิติของผู้ชายป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านมจะน้อย แต่แพทย์ส่วนใหญ่ต่างระบุว่า ผู้ชายไม่ค่อยรู้ตัวและปล่อยให้มะเร็งลุกลามจนเกินขั้นรักษา ผู้หญิงส่วนใหญ่นิยมเข้ารับตรวจเต้านม (mammogram) ตอนอายุราว 40 ปีขึ้นไป แต่ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจเต้านมเลยตลอดทั้งชีวิต เพราะคิดว่าโรคนี้ไม่มีทางเกิดกับตน

อาการเริ่มต้นที่สังเกตได้ง่ายที่สุดคือ เริ่มมีก้อนเนื้อที่หน้าอก เช่นเดียวกับมะเร็งเต้านมในผู้หญิง แต่ผู้ชายมีเนื้อเยื่อหน้าอกน้อยกว่าทำให้สังเกตได้ยาก ผู้ชายส่วนใหญ่จะเริ่มรู้ว่าตนเองมีก้อนเนื้อก็ต่อเมื่อมะเร็งเริ่มลามไปถึงหัวนม หรือมีเลือดออกบริเวณหัวนม แต่ก็เป็นสัญญาณว่าอาการลุกลาม และก้อนเนื้อมะเร็งที่อยู่ในหน้าอก ก็อาจลุกลามไปยังระบบต่อมน้ำเหลืองเสียแล้ว

การรักษามะเร็งเต้านมชาย ไม่แตกต่างจากการรักษามะเร็งเต้านมของผู้หญิง ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและดุลพินิจของแพทย์ว่าจะต้องใช้วิธีการใด ได้แก่ การตัดเนื้อเยื่อหน้าอกออก การฉายแสง การทำคีโม หรือใช้ฮอร์โมนรักษาให้เนื้อมะเร็ง ซึ่งไวต่อฮอร์โมนเพศหญิงหายไป

คำแนะนำของแพทย์ส่วนใหญ่ในการป้องกันมะเร็งเต้านมชายคือ หมั่นตรวจเช็กร่างกายอย่างสม่ำเสมอ ตรวจร่างกายอย่างน้อยปีละครั้ง หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ และรู้จักสังเกตร่างกายตัวเองด้วยการคลึงเต้านมเหมือนการตรวจเต้านมผู้หญิง ถึงแม้จะไม่เจอ แต่ถ้ารู้สึกว่าหน้าอกตนเองผิดปกติก็ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว และอย่าคิดว่าตนเองไม่น่าจะป่วยด้วยโรคแบบนี้ มิฉะนั้นอาจสายเกินแก้ได้

Posted on

5 วิธีแก้ปัญหาส้วมตัน ชักโครกตัน ควรทำอย่างไรในเบื้องต้น

plunger-toilet-01-262x300หนึ่งในปัญหาน่าปวดหัวที่มาพร้อมกับความเลอะเทอะ คงหนีไม่พ้นอาการชักโครกตัน ที่ถ้าหากว่าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เป็นต้องเอามือกุมขมับ เพราะนอกจากจะใช้งานชักโครกเจ้ากรรมนั่นต่อไม่ได้แล้ว ยังต้องเผชิญกับของเสียและสิ่งปฏิกูลต่างๆ ที่ไม่สามารถขจัดไปได้ สาเหตุหลักๆ ที่ส้วมหรือชักโครกตันนั้นก็มาจากหลากหลายสาเหตุ ทั้งการที่ทิ้งของต่างๆ จำพวกกระดาษทิชชู่ หรือผ้าอนามัยลงไปในโถ ซึ่งมันเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ยาก และเมื่อสะสมรวมตัวกันมากๆ ก็จะไปอุดตันท่อทำให้ชักโครกนั้นเกิดอาการกดไม่ลง วิธีแก้นั้นก็มีอยู่ดังนี้

1. ใช้ลูกยางปั๊ม เป็นวิธีเบื้องต้นที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะว่าลูกยางนั้นหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด วิธีใช้ให้สวมหัวลูกยางลงในคอชักโครก จากนั้นออกแรงกดปั๊มเป็นจังหวะ แรงอัดของลูกยางจะช่วยดันสิ่งที่อุดตันอยู่ในท่อให้ไหลออกไป แต่วิธีนี้อาจจะต้องยอมเลอะหน่อยนะครับ

2. โซดาไฟ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยม เพราะโซดาไฟนั้นมีฤทธิ์กัดกร่อน ซึ่งจะช่วยทะลวงสิ่งที่อุดตันอยู่ภายในท่อให้หลุดออกไปได้ วิธีใช้ก็คือให้ผสมโซดาไฟกับน้ำอุ่น(ค่อยๆเทลงไป เพราะมันจะมีควันพุ่งออกมา ระวังอย่าให้เข้าตา) จากนั้นก็ราดโซดาไฟที่ผสมแล้วลงในชักโครก ไม่นานสิ่งที่อุดตันก็จะหลุดออกไป แต่ต้องระมัดระวังในการใช้งานด้วยนะครับ และต้องสวมถุงมือยางทุกครั้งขณะใช้ ตัวโซดาไฟนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายวัสดุก่อสร้างครับ

3. น้ำยาล้างท่ออุดตัน เป็นอีกหนึ่งวิธีที่แนะนำครับ เพราะน้ำยาประเภทนี้มักจะมีสารละลายไขมัน ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับสิ่งที่อุดตันอยู่ในท่อ ความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาที่ว่านี้ จะช่วยละลายสิ่งอุดตันให้หลุดออกไปจากท่อชักโครกได้ ข้อแนะนำคือควรระมัดระวังในการใช้งาน เพราะสารเคมีประเภทนี้มักมีฤทธิ์กัดกร่อนสูง ขณะที่ใช้งานควรสวมถุงมือยางด้วยเพื่อความปลอดภัย

4. ใช้สายงูเหล็ก ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นโลหะยาวๆ พร้อมหัวจับวิธีใช้ก็คือให้สอดสายโลหะที่ว่านี้ลงไปในชักโครก เอาให้ลึกที่สุดเท่าที่จะเข้าไปได้ จากนั้นให้หมุนด้ามจับไปมา แรงหมุนจะช่วยตีคว้านให้สายโลหะดันสิ่งที่อุดตันออกไปจากท่อ ซึ่งสายงูเหล็กนี้สามารถซื้อหาได้ทั่วไปตามร้านวัสดุก่อสร้างเช่นกันครับ

5. บริษัทรับจัดการท่อตัน หากวิธีที่กล่าวมาทั้งหมด ยังไม่ได้ผล แนะนำให้ติดต่อมืออาชีพเข้ามาจัดการดีกว่าครับ เพราะบริษัทพวกนี้มักจะมีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมกว่าเราในการจัดการปัญหาส้วมตัน

จะเห็นได้ว่า แม้เป็นปัญหาพื้นๆ ที่พบเห็นได้อยู่บ่อยครั้ง แต่การแก้ไขปัญหานั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด ดังนั้นคงจะดีกว่านี้หากไม่ต้องเกิดปัญหาขึ้นเลย ซึ่งเราสามารถป้องกันได้ด้วยการไม่ทิ้งขยะที่ย่อยสลายยากลงในชักโครกครับ

Posted on

พิธีขึ้นบ้านใหม่ ย้ายเข้าบ้านใหม่วันแรกต้องทำอย่างไร เตรียมอะไรบ้าง

home-walkin-01-300x225การเตรียมตัวเพื่อเข้าหรือขึ้นบ้านใหม่นั้นเป็นความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าจะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข และเป็นการบอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง ความเชื่อเช่นนี้ได้ตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันเช่นกันเพียงแต่พิธีการต่างๆ นั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือตัดทอนลงไปบ้าง วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีหรือพิธีการเข้าหรือขึ้นบ้านใหม่นั้นมาบอกกล่าวกันค่ะ

1. เริ่มจากการจัดเตรียมข้าวของต่างๆ ได้แก่ พระพุทธรูป ดอกไม้ธูปเทียน ไม้มงคลต่างๆ รวมไปถึงพวกผลไม้สำหรับไหว้เจ้าที่เจ้าทาง เช่น กล้วย มะพร้าว สาลี่ ทับทิม ส้ม หรืออาจจะมีขนมไทยอย่างทองหยิบ ทองหยอด ทองเอก หรือขนมอื่นๆ ที่มีชื่อเป็นมงคล ด้วยความเชื่อที่ว่า “ทอง” หมายถึง ความร่ำรวย ผู้อยู่อาศัยภายในบ้านจะสุขสบายและอยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข

2. เมื่อจัดเตรียมข้าวของต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ให้หาคนที่มีอาวุโสสูงสุด(ผู้ชาย) ทำการถือพระพุทธรูป เดินเข้าบ้านก่อนทั้งนี้มีความเชื่อว่า ให้พระนำหน้าจะทำให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข จากนั้นให้ผู้อยู่อาศัยเดินตามผู้นำ แล้วให้นำพระพุทธรูปไปประดิษฐานยังห้องพระที่จัดเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ (ควรจัดเตรียมไว้ก่อน โดยห้องพระนั้นควรอยู่ทางทิศตะวันออกหรือทิศเหนือ)

3. นำผลไม้ 5 อย่างที่เตรียมไว้แล้ว พร้อมกับน้ำสะอาด ธูปเทียน จุดบูชาคุณพระศรีรัตนตรัย เพื่อเป็นการเคารพนบนอบและอธิษฐานให้บ้านที่เราอยู่นี้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

4. นำผลไม้ 5 อย่างที่เตรียมไว้ พร้อมกับอาหารสำรับคาวหวาน น้ำสะอาด ธูปเทียน ส่วนนี้จะเป็นการไหว้และบอกกล่าวเจ้าที่ ว่าเราเข้ามาอยู่ใหม่ ขอให้ดลบันดาลความสำเร็จ ความสงบร่มเย็นเป็นสุข ความเจริญก้าวหน้า ตลอดจนปกปักษ์รักษาสมาชิกภายในบ้าน อย่าให้สิ่งที่ไม่ดีต่างๆ มากล้ำกรายได้

5. ส่วนที่นิยมอีกอย่างหนึ่งคือ การนำข้าวสารอาหารแห้ง เช่น น้ำพริกน้ำปลา ปลากระป๋องต่างๆ และน้ำดื่ม มาจัดวางไว้บริเวณกลางบ้าน ตั้งแต่ก่อนจุดธูปเทียนไหว้พระ วิธีนี้ถือเป็นเคล็ดที่จะทำให้บ้านมีความอยู่เย็นเป็นสุข มีเงินทอง มีความเจริญงอกงามยิ่งขึ้น

6. ในชนบทบางแห่งเชื่อว่าตามเสาบ้านนั้นมีผีบ้านผีเรือนอาศัยอยู่ จึงมักจัดกระทงใบตองที่ประกอบไปด้วยอาหารคาวหวาน เหล้า บุหรี่ จากนั้นทำพิธีเซ่นผีบ้านผีเรือนที่ว่านี้ให้ออกมากินอาหาร แต่ทุกวันนี้ไม่ค่อยเห็นพิธีแบบนี้แล้วครับ ส่วนใหญ่จะเป็นพิธีทางพุทธเสียมากกว่า

การเตรียมตัวเข้าไปอยู่ในบ้านใหม่นั้น จะว่าไปก็แล้วแต่ความเชื่อนั่นแหละครับ บางที่ไม่ต้องทำพิธีอะไรมากมาย แค่คิดดีทำดี ก็สามารถทำให้เราอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขได้ ดังนั้นจงเลือกทำตามความเชื่อของแต่ละคนเถิดครับ ขอให้มีความสุขในบ้านหลังใหม่ สวัสดีครับ

Posted on

เมนูอาหารลดความดันโลหิตสูง ปลอดภัยจากโรคความดันด้วยการคุมอาหาร

food-and-pressure-01-300x200มีคนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับโรคความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ คนอ้วน ผู้ที่มีความเครียดสูง ซึ่งผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ในความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะหรือโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ง่ายกว่าผู้ที่มีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจรักษาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เช่นในเรื่องของการรับประทานยา การออกกำลังกาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ป่วยต้องดูแลตนเอง โดยเฉพาะในด้านการรับประทานอาหาร ซึ่งต้องให้ความสำคัญและระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากการควบคุมอาหารมีส่วนช่วยให้ความดันโลหิตปรับลดลงมาได้

ในหนึ่งวันผู้ที่มีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติ ควรได้รับเกลือและโซเดียมในปริมาณ 24,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่สำหรับผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงนั้น ปริมาณเกลือและโซเดียมที่ร่างกายได้รับต่อวันไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นทำให้เห็นได้ชัดว่า ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม ซึ่งส่วนใหญ่พบได้ใน

– เครื่องปรุงรสที่มีรสเค็มหรือผสมสารปรุงแต่ง เช่น เกลือ น้ำปลา ซอสปรุงรส ผงชูรส

– อาหารที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารหรือหมักดอง เช่น ปูเค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า เนื้อเค็ม ไข่เค็ม
ผักดอง อาหารกระป๋อง

– อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและคอลเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ เพราะจะไปอุดตันหลอดเลือดส่งผลให้หัวใจบีบตัวแรงขึ้นซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นตามไปด้วย

สำหรับอาหารที่ควรรับประทาน ได้แก่ เนื้อสัตว์ที่เป็นเนื้อขาว เช่น เนื้อปลา เนื้อไก่ที่ลอกหนังออกแล้ว เพราะมีปริมาณคอลเลสเตอรอลน้อยกว่าสัตว์ที่มีเนื้อแดง และควรรับประทานปลาทะเลน้ำลึก เพราะมีกรดโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์และสามารถลดความดันโลหิตลงได้ ที่สำคัญควรรับประทานผักและผลไม้ เพราะมีโซเดียมในปริมาณที่ต่ำ อีกทั้งยังมีใยอาหารช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล ไขมัน และคอลเลสเตอรอล ซึ่งช่วยในการป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง สำหรับผักและสมุนไพรที่แนะนำให้รับประทาน คือ ขึ้นฉ่าย กระเจี้ยบแดง ใบบัวบก มะรุม

สุดท้ายทุกคนควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่พอเหมาะ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ดูแลรักษาสุขภาพ ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าเครียดเพราะความเครียดเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง และควรตรวจเช็คสุขภาพโดยแพทย์ทุก 6 เดือน หากพบว่าตนเองมีภาวะเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูงควรรักษาแต่เนิ่นๆ นะคะ

Posted on

วิธีการแก้ไขปัญหาน้ำกระด้างถาวร น้ำกระด้างชั่วคราว แบบได้ผลจริง

water-pure-01-300x218น้ำกระด้าง หมายถึง น้ำที่มีหินปูนเจือปนอยู่ในน้ำ ซึ่งทำให้คุณสมบัติของนั้นเป็นด่าง ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้งานได้ดีเท่าที่ควร ยกตัวอย่างเช่น เมื่อนำน้ำชนิดนี้ไปหุงข้าว จะทำให้ข้าวออกมาสีเหลืองไม่น่ารับประทาน และเมื่อนำไปใช้ซักผ้า ความเป็นด่างของมันจะเป็นตัวทำให้ผงซักผ้าไม่เกิดฟอง แม้แต่การนำไปใช้ในการเกษตร น้ำกระด้างนั้นไม่เหมาะสำหรับพืชหลายชนิด รวมไปถึงการเลี้ยงสัตว์หลายชนิดเช่นกัน ดังนั้นจึงนับได้ว่า น้ำกระด้างไม่เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันสักเท่าไหร่นัก แต่หลายๆ คนก็มักจะถามเข้ามาอยู่บ่อยๆ ถึงวิธีการแก้ไขน้ำกระด้างที่สามารถใช้งานได้ เพราะในบางพื้นที่น้ำที่นำมาใช้งานมักจะมาส่วนของน้ำกระด้างเจือปนอยู่นั่นเอง วันนี้เราจึงอยากจะแนะนำวิธีการทำให้น้ำกระด้างนั้นอ่อนลงและพอที่จะใช้งานได้มาฝากกันครับ โดยสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
1. น้ำกระด้างชั่วคราว (น้ำที่สามารถกำจัดความกระด้างให้หายไปด้วยการต้ม พบได้ในแม่น้ำลำคลอง)

นำไปต้ม เพราะ น้ำกระด้างชั่วคราวนี้จะสามารถกำจัดความกระด้างออกไปด้วยการต้ม ซึ่งความร้อนจะทำให้ไบคาร์บอเนตของแคลเซียมและแม็กนีเซียม ซึ่งเกาะตัวรวมกับโมเลกุลของน้ำระเหยไป และทำให้เกิดตะกอน สามารถแก้ไขได้ด้วยการกรอง
การเติมปูนขาว

2. น้ำกระด้างถาวร (ไม่สามารถจัดได้ด้วยการต้ม เพราะ มีสารจำพวกแคลเซียมคลอไรด์ แคลเซียมซัลเฟต แม็กนีเซียมคลอไรด์ และแม็กนีเซียมซัลเฟตเจือปนอยู่)

สามารถแก้ไขได้ โดยวิธีการกลั่น โดยจะเป็นการเปลี่ยนสถานะของน้ำจากของเหลวกลายเป็นไอ ก่อนจะกลับมาเป็นของเหลวอีกทีหนึ่ง ซึ่งเมื่อน้ำกลายเป็นไอนั้น ตัวสารที่เจือปนอยู่ในน้ำจะตกผลึกออกมาเพราะเป็นสารที่มีน้ำหนัก
ในการแก้ไขจริงๆ แล้วมักจะใช้เครื่องกรองเรซิ่น ซึ่งเม็ดเรซิ่นในเครื่องกรองจะดักจับหินปูนภายในน้ำแล้วกรองออก และจากนั้นให้นำเอาตัวกรองออกมาล้างโดยใช้น้ำเกลือ เพื่อให้น้ำเกลือนั้นไปจับผลึกหินปูนออกมาจากเรซิ่นนั่นเองครับ
ใช้โซดาแอช ซึ่งเจ้าโซดาแอชนี้จะไปทำปฏิกิริยากับสารแคลเซียมคลอไรด์ แคลเซียมซัลเฟต แม็กนีเซียมคลอไรด์ และแม็กนีเซียมซัลเฟต ที่อยู่ภายในน้ำกระด้าง และทำให้เกิดการตกตะกอนละเอียด ซึ่งวิธีนี้จำเป็นต้องใช้ร่วมกับสารส้ม เพื่อให้ตะกอนนั้นรวมกันกลายเป็นก้อนใหญ่และสามารถกรองออกได้

จะว่าไปแล้วน้ำกระด้างก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เสียทีเดียวนะครับ เพราะน้ำดื่มของคนเราเองนั้นก็มีคุณสมบัติออกไปในทางกระด้างอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ควรเป็นน้ำที่มีตะกอนสูงหรือกระด้างมากนัก และน้ำกระด้างถาวรนั้นไม่ควรนำไปต้ม เพราะ ผลึกหินปูนจะไปเกาะตามหม้อหรือกา อาจทำหม้อระเบิดหรือสิ้นเปลืองพลังงานในการต้มได้ครับ

Posted on

6 สัญญาณ บอกอาการของคนท้องในระยะแรก

pregnant-symptom-300x198การสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์นอกจากสามีภรรยาที่ต้องอยู่ด้วยกันแล้ว ครอบครัวจะสมบูรณ์ครบก็ต่อเมื่อมีอีกหนึ่งชีวิตน้อยๆ ที่กำลังจะลืมตาดูโลก ผู้หญิงคนไหนที่อยู่ในสถานะภรรยา มีครอบครัวที่พร้อม คงกำลังตั้งหน้าตั้งตารอวันที่จะมีเจ้าตัวน้อยมาวิ่งเล่นอยู่ในบ้าน เวลาผ่านไปอาจจะมีอาการบางอย่างมาทำให้คุณผู้หญิงหลายคนสงสัยว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์หรือไม่? ซึ่งอาการของคนกำลังตั้งครรภ์นั้นค่อนข้างซับซ้อน เพราะว่าแต่ละคนมีอาการที่มากน้อยไม่เท่ากัน แต่อาการที่เกิดขึ้นจะคล้ายๆ กันดังต่อไปนี้

1. ประจำเดือนขาด เมื่อไข่ของคุณผู้หญิงได้รับการผสมจากอสุจิของคุณผู้ชาย จะมีการฝังตัวของตัวอ่อนที่มดลูกเกิดขึ้น ทำให้ไม่มีประจำเดือนออกมา อาการเริ่มแรกที่คุณผู้หญิงสามารถสังเกตตัวเองได้ก็คือเรื่องของประจำเดือน แม้ขาดหรือว่าเกินกำหนดไปเพียงแค่วันเดียวก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว

2. อาการอ่อนเพลีย อยากนอน อยากพักผ่อนตลอดเวลา เมื่อร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ด้วยกลไกภายในจะทำให้ร่างกายเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น อาการอ่อนเพลียจึงเกิดขึ้นได้เสมอ คุณผู้หญิงจะรู้สึกเมื่อยอย่างบอกไม่ถูก อาจจะนอนมากกว่าปกติ

3. อาการเวียนหัว อาเจียน สังเกตอาการตัวเองได้ง่ายมากจากการรับประทานอาหาร ฮอร์โมนในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงเหมือนจะรับรู้ว่ามีอีกหนึ่งชีวิตที่กำลังจะเกิดใหม่ หรือที่เรียกว่าอาการแพ้ท้องนั่นเอง นอกจากร่างกายจะอ่อนเพลียแล้ว ช่วงนี้ก็ยังสามารถเวียนหัวและเป็นลมได้ง่าย เกิดอาการอาเจียนบ่อย

4. น้ำหนักตัวลด ทุกอย่างในร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งน้ำหนัก ทั้งนี้อาจจะเป็นผลมาจากอาการแพ้ เพราะว่าช่วงเวลาที่แพ้นั้น คุณผู้หญิงจะรับประทานอาหารไม่ค่อยได้มากนัก เหม็นบ้าง กินแล้วจาเจียนออกหมดบ้าง หรือบางคนแม้กระทั่งน้ำเปล่าก็ไม่สามารถดื่มได้ ช่วงนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องดูแลตัวเองมากที่สุด

5. หงุดหงิดง่าย โมโหง่าย อารมณ์ร้อน ฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงจะเปลี่ยนแปลงไปจะเกิดอากาคล้ายๆ กับตอนที่กำลังจะมีประจำเดือน จะรู้สึกว่าทุกอย่างไม่ดี หงุดหงิดบ่อยๆ โกรธแบบไม่มีที่มา ซึ่งต้องหมั่นตรวจสอบอารมณ์ตัวเองอยู่บ่อยๆ จะได้รู้ว่าตอนนี้คุณกำลังตั้งครรภ์อยู่หรือไม่? รวมไปถึงอาการเจ็บคัดเต้านม หรือมีอาการแน่นหน้าอกร่วมด้วยเหมือนตอนที่กำลังจะมีประจำเดือน

6. อาการปัสสาวะบ่อย ท้องผูก เมื่อมีอีกหนึ่งชีวิตเกิดขึ้นมา มดลูกที่เริ่มขยายตัวขึ้นก็จะไปเบียดตัวกับกระเพาะปัสสาวะทำให้ต้องปัสสาวะบ่อย ทางเดินอาหารก็เปลี่ยนแปลงไป ระบบย่อยอาหารก็เปลี่ยนไปเพราะอีกหนึ่งชีวิตในท้อง หรือบางครั้งก็มาจากที่คุณแม่ทานยาบำรุงหรืออาหารบางอย่างที่สร้างแก๊สในกระเพาะมาก เพราะว่าคนท้องจะท้องอืดง่ายอยู่แล้ว

คุณผู้หญิงท่านใดที่กำลังตั้งครรภ์อยู่มักจะมีอาการดังที่กล่าวมาแล้ว แต่สำหรับใครที่กำลังสงสัยอยู่นั้น ลองสังเกตอาการของตัวเองดูว่าเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เมื่อรู้ตัวให้รีบพบแพทย์ในทันทีเพื่อที่จะได้รับคำแนะนำที่ดีและปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องในช่วงตั้งครรภ์

Posted on

วิธีต้านอาการไมเกรน ควร-ไม่ควรรับประทานอาหารอะไรบ้าง

food-and-migraine-01-300x225อาการปวดศีรษะข้างเดียวบริเวณขมับหรือท้ายทอย บางคนก็ปวดทั้งสองข้างเป็นประจำ สร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยไมเกรนไม่น้อย ซึ่งอาการดังกล่าวมีปัจจัยหลายประการที่มากระตุ้นทำให้อาการกำเริบ เช่น ความเครียด สภาพอากาศ สถานที่และมลภาวะต่างๆ ที่สำคัญที่สุดคือ อาหารที่รับประทานในแต่ละวัน

ผู้ป่วยไมเกรนควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือสารบางชนิด ดังต่อไปนี้

– อาหารที่มีไนเตรท สารไนไตรท์ ซึ่งพบมากใน ไส้กรอก เบคอน กุนเชียง

– คาเฟอีน ชา กาแฟ ที่สำคัญควรงดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ทุกชนิดโดยเฉพาะไวน์แดง

– อาหารที่มีสารไทรามีน แทนนิน เป็นส่วนประกอบ ซึ่งพบมากใน ซ็อกโกแลตหรือโกโก้ เนยแข็ง

– อาหารที่มีสารปรุงแต่งหรือสารถนอมอาหาร เช่น ผงชูรส น้ำตาลเทียม

สำหรับอาหารที่มีส่วนช่วยในการป้องกันและบรรเทาอาการป่วยไมเกรนได้นั้นมีให้เลือกรับประทานอยู่หลากหลาย ขอแนะนำเมนูสำคัญที่หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ห้างสรรพสินค้า ดังนี้

– อาหารที่มีกรดโอเมก้า 3 พบได้ใน ปลาทะเล จำพวก แซลมอน ซาร์ดีน ทูน่า รวมทั้งน้ำมันปลา ซึ่งมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่น สามารถป้องกันอาการปวดไมเกรนได้

– อาหารที่มีแมกนีเซียม วิตามินบี2 เป็นส่วนประกอบ พบได้ใน เมล็ดธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต

– พืชสมุนไพรบางชนิดสามารถรักษาไมเกรน เช่น กระเทียม ใบบัวบก ดอกแค พริกไทยดำ

ทั้งนี้เราอยากให้ทุกคนรับประทานอาหารให้ตรงต่อเวลา พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้ผ่อน หลีกเลี่ยงจากสภาพอากาศที่มีมลพิษ หรือสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำจนเกินไป หมั่นดูแลรักษาสุขภาพ และออกกำลังกายเป็นประจำ เพียงเท่านี้ก็จะห่างไกลจากอาการปวดไมเกรนได้อย่างแ