Posted on

การเพาะพันธุ์ปลาบึกในบ่อดิน

%e0%b8%9a%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%86%e0%b9%86

การเพาะพันธุ์ปลาบึกในบ่อดิน

ปลาบึกเป็นปลาไม่มีเกล็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดโตเต็มที่ยาวประมาณ 3 เมตร มีน้ำหนักมากกว่า 250 กิโลกรัม พบเฉพาะในแม่น้ำโขง และแม่น้ำสาขาเท่านั้น ปลาบึกถูกจัดเป็นปลาชนิดที่มีจำนวนน้อยใกล้สูญพันธุ์ [Endangered species] ชื่อซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วไป คือ Mekong giant catfish มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pangasianodon gigas เป็นปลาที่กินพืชเป็นอาหาร ไม่มีฟันทั้งที่ขากรรไกรและเพดานปาก สำหรับแหล่งจับปลาบึกที่สำคัญของจังหวัดเชียงราย อยู่ที่บ้านหาดไคร้ ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ ฤดูจับปลาบึกของชาวประมง จะเริ่มต้นประมาณปลายเดือนเมษายนของทุกปี จนถึงต้นเดือนมิถุนายน โดยใช้เครื่องมือมองไหล ด้วยเป้าหมายที่ต้องการจะอนุรักษ์พันธุ์ปลาบึก และเพื่อเพิ่มปริมาณปลาบึกในแหล่งน้ำธรรมชาติ กรมประมงจึงได้พยายามดำเนินการเพาะขยายพันธุ์ จนประสบผลสำเร็จครั้งแรกในปี พ.ศ. 2526 ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าวทำให้การศึกษาทางอนุกรมวิธานของปลาบึกสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และทำให้ทราบว่าลูกปลาบึกมีลักษณะหลาย ๆ ประการที่แตกต่างไปจากปลาที่โตเต็มวัย เช่นมีฟันบนขากรรไกร และเพดานปาก และจะหลุดร่วงไปหมดเมื่อโตเต็มวัย ได้มีการนำพันธุ์ปลาบึกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติต่าง ๆ เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจและติดตาม ทำให้ทราบว่าปลาบึกสามารถเจริญเติบโตในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ปีละประมาณ 10 – 12 กิโลกรัม

กรมประมงประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาบึกโดยใช้พ่อแม่พันธุ์จากแม่น้ำโขง ในปี 2526 จากนั้นได้ทำการศึกษาวิจัยปลาบึกรุ่นลูก (F1) โดยเลี้ยงในบ่อดินเพื่อให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา จนมีความสมบูรณ์เพศ นำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้เป็นครั้งแรกในปี 2543 จึงได้ทำการทดลองเพาะพันธุ์ ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ในครั้งนั้นสามารถรีดไข่จากท้องแม่ปลาบึกได้ประมาณ 100 กรัม สำหรับพ่อปลาบึกรีดน้ำเชื้อได้ปริมาณมาก แต่ไข่ปลาที่ได้รับการผสมจาก น้ำเชื้อพัฒนาไปได้ระดับหนึ่งเท่านั้น และไม่สามารถพัฒนาเป็นตัวปลาได้ จากประสบการณ์และแนวทางในการเพาะพันธุ์ปลาบึกในคราวนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาบึกในปี 2544 โดยสามารถเพาะพันธุ์ปลาบึกได้ จำนวน 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2544 แม่ปลาน้ำหนัก 54 กิโลกรัม และพ่อปลาน้ำหนัก 41 กิโลกรัม ได้ลูกปลาบึกรุ่นแรก จำนวน 9 ตัว ขณะนี้เหลือรอดเพียง 1 ตัว ถือว่าเป็นปลาบึกตัวแรกที่เพาะพันธุ์ได้สำเร็จ (ปลาบึกรุ่นหลาน F2) โดยใช้เวลารอคอยนานถึง 18 ปี การเพาะพันธุ์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 แม่ปลามีน้ำหนัก 54 กิโลกรัม พ่อปลาน้ำหนัก 60 กิโลกรัม รีดไข่จากแม่ปลาได้ไข่น้ำหนัก 1,200 กรัม น้ำหนักไข่ 1 กรัม นับได้ 656 ฟอง ได้ไข่ปลา 787,200 ฟอง ไข่ได้รับการผสม 558,940 ฟอง (71.0%) ได้ลูกปลา 441,176 ตัว (อัตรารอด 56.04%) เมื่อลูกปลามีอายุ 3 วัน เหลือลูกปลาจำนวน 330,250 ตัว (41.95%) ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 แม่ปลามีน้ำหนัก 47 กิโลกรัม พ่อปลาหนัก 40 กิโลกรัม ทำการเพาะพันธุ์และรีดไข่ได้ 743 กรัม น้ำหนักไข่ 1 กรัม นับได้ 506 ฟอง ได้ไข่ปลา 375,958 ฟอง ไข่ได้รับการผสม 242,004 ฟอง (64.37%) เมื่อลูกปลามีอายุ 3 วัน เหลือลูกปลาจำนวน 70,000 ตัว (18.62 %) ขณะนี้เหลือลูกปลาจากการเพาะพันธุ์ครั้งที่ 2 จำนวน 60,000 ตัว และเหลือจากการเพาะพันธุ์ครั้งที่ 3 จำนวน 10,000 ตัว ลูกปลามีขนาด 5-7 นิ้ว และกรมประมงได้สั่งการให้กระจายลูกปลาไป 4 ภาค ทั้งประเทศ เพื่อปล่อยแหล่งน้ำและจำหน่ายให้ประชาชนนำไปเลี้ยง โดยภาคใต้มีจุดรวมปลาอยู่ที่ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดขอนแก่น ภาคตะวันออกอยู่ที่ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดชลบุรี ภาคกลางอยู่ที่ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดพระนครศรีอยุธยา ภาคเหนืออยู่ที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยา และสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้กรมประมงได้ส่งลูกปลาชุดนี้ไปเลี้ยงยังสถานีประมงทุกแห่งทั่วประเทศ แห่งละ 50 ตัว และศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืด แห่งละ 100 ตัว เพื่อเลี้ยงให้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในรุ่นต่อไป

Posted on

การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์เก่า (กบคอนโด)

%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b9%86%e0%b9%86%e0%b9%86

การเลี้ยงกบในล้อรถยนต์เก่า (กบคอนโด)

กบนาเป็นกบที่มีความเจริญเติบโตเร็ว โดยมีอัตราการแลกเปลี่ยนอาหาร 3-4 กิโลกรัม ได้เนื้อกบ 1 กิโลกรัม ทั้งยังเป็นกบที่มีผู้นิยมนำไปประกอบอาหารบริโภคมากกว่ากบพันธุ์อื่น ๆ ลักษณะของกบนานั้นตัวผู้จะมีขนาดเล็กกว่ากบตัวเมีย และส่วนที่เห็นได้ชัดก็คือ กบตัวผู้เมื่อจับพลิกหงายขึ้นจะเห็นมีกล่องเสียงอยู่ใต้คางแถว ๆ มุมปากล่างทั้งสองข้าง ในช่วงฤดูผสมพันธุ์กบตัวผู้จะส่งเสียงร้อง และในขณะที่ร้องนั้นส่วนของกล่องเสียงจะพองโตและใส ส่วนกบตัวเมียจะมองไม่เห็นส่วนของกล่องเสียงดังกล่าว กบตัวเมียก็ร้องเช่นเดียวกันแต่ร้องเสียงเบา ถ้าอยู่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ กบตัวเมียที่มีไข่แก่จะสังเกตเห็นส่วนของท้องบวมและใหญ่กว่าปกติ ขณะเดียวกันที่กบตัวผู้จะส่งเสียงร้องบ่อยครั้งและสีของลำตัวออกเป็นสีเหลืองอ่อน หรือมีสีเหลืองใต้ขาเห็นชัดกว่าตัวเมีย ถึงอย่างไรสีของกบจะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสิ่งแวดล้อมและที่อยู่อาศัย

การเลือกสถานที่
1. ใช้พื้นที่บริเวณที่มีแสงรำไร ไม่ควรวางตากแดด
2. ควรห่างจากเสียงรบกวนพอสมควรเพื่อกบจะได้พักผ่อนและเติบโตเร็ว

การเตรียมคอนโด
เริ่มแรกให้เตรียมยางรถยนต์เก่า 3 เส้น โดยนำเส้นแรกมาวางกับพื้นดิน หลังจากนั้นให้เอาทรายหรือดินมาอัดบริเวณช่องว่างที่อยู่ติดกับดิน ให้ดินหรือทรายเสมอกับขอบยาง ตัดแผ่นพลาสติกหรือถุงพลาสติกวางทับบนทรายหรือดินก่อนที่จะวางยางรถยนต์ทับบนดินจากนั้นให้เจาะท่อระบายน้ำทิ้งด้วยท่อ PVC เมื่อทำความสะอาดน้ำจะไหลออกมาได้ง่าย สำหรับด้านบนปิดด้วยฝาพัดลมเก่า

อัตราการปล่อย
การเลี้ยงให้เลือกซื้อลูกกบที่มีอายุประมาณ 1-2 เดือน นำมาปล่อยเลี้ยง (คัดเลือกกบที่กินอาหารเม็ดได้แล้ว) ซึ่งล้อรถยนต์เก่า 1 ชุด (1 ชุด = 3 เส้น) สามารถลี้ยงกบได้ 150 ตัว

การให้อาหาร
ระยะแรกใช้อาหารปลาดุกเล็ก ประมาณ 1 กิโลกรัม ให้กินประมาณ 1 เดือน ต่อจากนั้นก็ให้กินอาหารปลาดุกใหญ่ ประมาณ 3-4 เดือน ถ้าเป็นไปได้ควรจะเสริมด้วยอาหารสด เช่นกุ้ง, หอย, ปู และปลา เป็นต้น ควรให้อาหารกบในช่วงตอนเย็น
ระยะเวลาที่เลี้ยง
ใช้ระยะเวลาเลี้ยง 3-4 เดือน ก็ได้ขนาด 4-6 ตัว / กิโลกรัม

ข้อควรระวัง
1. การเลี้ยงกบคอนโด จะต้องวางคอนโดในบริเวณที่มีแสงรำไร (อย่าวางตากแดดเพราะยางจะร้อน ทำให้น้ำร้อนไปด้วย)
2. อายุของกบที่นำมาเลี้ยงถ้ามีอายุเกิน 90 วัน ไปแล้วจะพบปัญหาเรื่องกบเครียด
3. การผสมพันธุ์แต่ละรุ่นควรเปลี่ยน พ่อพันธุ์ตลอดเพื่อป้องกันปัญหาเลือดชิด

ต้นทุน
– อาหารปลาดุกเล็ก 1 กิโลกรัม 100 บาท
– อาหารปลาดุกใหญ่ 1 กระสอบ 390 บาท
รวม 490 บาท
จับกบขายได้ประมาณ 25 กิโลกรัม ๆ ละ 50 บาท เป็นเงิน 1,250 บาท
หักค่าใช้จ่ายแล้วจะได้กำไร 750 บาท/1 ชุด (3 ล้อ)

Posted on

มาปลูกถั่วฝักยาวได้กินตลอดปี

%e0%b8%9d%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b9%86%e0%b9%86

มาปลูกถั่วฝักยาวได้กินตลอดปี

วิธีการปลูกถั่วฝักยาว
ถั่วฝักยาว สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินแทบจะทุกชนิด แต่ที่เหมาะสมที่สุดในการปลูกคือดินร่วนปนทราย ที่มีค่า pH อยู่ที่ระหว่าง 5.5-6 หน่วย ถั่วฝักยาวเป็นพืชที่มีระบบรากละเอียดอ่อนการเตรียมดินก่อนปลูกอย่างเหมาะสม จะช่วยให้การเติบโตของลำต้นสมบูรณ์และสม่ำเสมอ

การเตรียมดิน ก่อนการปลูกถั่วฝักยาวนั้น ควรไถพรวนหน้าดินโดยมีความลึกประมาณ 6-8 นิ้ว แล้วตากดินทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์ เพื่อทำลายเชื่อโรคและไข่ของแมลงต่างๆ ที่เป็นศัตรูพืช และควรเก็บเศษวัชพืชออกจากแปลงให้หมด หลังจากนั้นทำการปรับปรุงโครงสร้างดินให้ดีขึ้น ให้ไถคราดหน้าดินและใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปพร้อมกันในระหว่างไถคราดได้เลย เสร็จแล้วยกร่อง สำหรับปลูกโดยมีความกว้างประมาณ 1-1.2 เมตร ความยาวให้เหมาะสมกับแปลงปลูก เตรียมร่องระหว่างแปลงสำหรับเดินเข้าออกประมาณ ไม่เกิน 1 เมตร สำหรับแปลงดินที่ยังไม่เคยปลูกมาก่อนควรนำดินมาวัดค่า pH และวิเคราะห์เพื่อให้ทราบถึงจำนวนแร่ธาตุต่างๆ ในดินเพื่อจะได้ปรับปรุงบำรุงดินให้เหมาะสมในการปลูกต่อไป เมื่อเตรียมดินได้ที่แล้วจึงเป็นขั้นตอนของการปลูกโดยละเอียดดังนี้

1. เตรียมเมล็ดพันธุ์ เนื้อที่ 1 ไร่ควรใช้เมล็ดพันธุ์ 3-4 กิโลกรัม คัดเมล็ดพันธุ์ที่ดี ไม่แตกหรือมีจำหนิ หรือมีสภาพไม่เหมาะกับการปลูกออกแยกไว้แล้วนำไปคลุกด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงก่อนเพื่อป้องกันการโดนทำลาย

2. เตรียมหลุมปลูก ให้ได้ระยะห่างระหว่างแถว 0.8-1เมตร ระหว่างหลุมต่อหลุม 0.5 เมตร (หรือแล้วแต่พิจารณา) โดยให้หลุมลึกประมาณ 5-6 นิ้ว ใช้ใบคูน หรือใบหางนกยูงแห้ง โรยก้นหลุม 1 กำมือ แล้วใช้ปุ๋ยเคมีสูตรที่เหมาะสมกับถั่วฝักยาว เช่น 15-15-15, 13-13-21,12-24-12, 5-10-5 หรือ 6-12-12 ใส่หลุมละ 1/2 ช้อนแกง (10-15 กรัม) คลุกเคล้าให้เข้ากันปิดทับด้วยดินบางๆ

3. หยอดเมล็ดลงหลุม หลุมละ 3-4 เม็ดแล้วกลบดินลงหลุมประมาณ 5 เซนติเมตรแล้วรดน้ำทันที การให้น้ำระยะ 1-7 วัน ควรให้น้ำทุกวัน วันละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ให้พิจารณาสภาพภูมิอากาศ และสภาพดินด้วย 4. ดูแลต้นกล้า ประมาณ 1 อาทิตย์ เมล็ดจะเริ่มงอกให้เห็นยอดอ่อน เมื่อมีใบจริงประมาณ 3-4 ใบให้ถอนแยกคัดเอาเฉพาะต้นที่แข็งแรงเอาไว้ 2 ต้นต่อ 1 หลุม และทำการกำจัดวัชพืชบริเวณรอบๆ หลุมให้หมด นำใบคูน หรือใบหางนกยูงแห้ง หรือแกลบโรบกลบรอบโคนหลุมหนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วรดน้ำให้ฉ่ำ เนื่องจากถั่วฝักยาว เป็นพืชที่ต้องการการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด การดูแลรักษาที่ดีจะมีผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตเป็นอย่างมาก

Posted on

มันสำปะหลัง เพื่อผลิตเอทานอล

%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a5

มันสำปะหลัง เพื่อผลิตเอทานอล

มาถึงวันนี้ข่าวการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิง คงกลายเป็นข่าวธรรมดาที่หลายคนชินชา และเริ่มทำใจได้ว่า ความหวังที่จะให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงลดลงมาคงไม่มีอีกต่อไปแล้ว มีแต่จะขึ้นต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และรั้งไว้ไม่อยู่ เพียงแต่ราคาที่ขึ้นแต่ละครั้งนั้นจะคงอยู่นานเพียงไรเท่านั้น ขณะเดียวกันหลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับพลังงานทดแทน เช่น แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล และก๊าซธรรมชาติกันมากขึ้น เพราะขืนยังอาศัยแต่น้ำมันปิโตรเลียม สักวันหนึ่งคงต้องบอกว่า “มีปัญญาซื้อรถยนต์ (ผ่านส่ง) แต่ไม่มีปัญญาซื้อน้ำมันเติมรถ”
ในระยะ 2 – 3 ปีมานี้ หลายฝ่ายเริ่มหันมาให้ความสนใจศึกษาทดลอง “พืชพลังงาน” ไม่ว่าจะเป็นปาล์มน้ำมัน และสบู่ดำ สำหรับผลิตไบโอดีเซล อ้อย ข้าวโพด ข้าวฟ่างหวาน และมันสำปะหลัง สำหรับผลิตเอทานอลนำไปผสมกับน้ำมันเบนซินเป็น “แก๊สโซฮอล์”

“ผลิใบฯ” เคยนำเสนอเรื่อง “จากมันสำปะหลัง…สู่เอทานอล” ไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อฉบับประจำเดือนเมษายน 2547 โดยกล่าวถึงโครงการนำร่องการผลิตมันสำปะหลังสู่อุตสาหกรรมเอทานอลของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น ซึ่งขณะนั้นมีภาคเอกชนที่มีความประสงค์จะตั้งโรงงานผลิตเอทานอลจำนวนหลายราย แต่ติดขัดที่วัตถุดิบป้อนโรงงานมีไม่เพียงพอ จึงขอความร่วมมือจากภาคราชการในการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลัง โดยให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการปลูกด้วย แต่ความแห้งแล้งและปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายประการเป็นอุปสรรคสำหรับโครงการดังกล่าว วัตถุดิบโดยเฉพาะมันสำปะหลังยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานผลิตเอทานอล แม้กระทั่งปัจจุบันเวลาผ่านมา 2 ปีเศษแล้ว ปัญหานี้ก็ยังคงมีอยู่ ถึงขนาดรัฐบาลมีนโยบายให้มีการนำเข้าเอทานอลเพื่อนำมาผสมกับน้ำมันเบนซินให้เป็นแก๊สโซฮอล์ กรมวิชาการเกษตรเองมิได้นิ่งเฉยต่อปัญหานี้ โดยเฉพาะหน่วยงานที่มีหน้าที่ค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับมันสำปะหลัง ได้พยายามค้นคว้าวิจัยปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังที่ให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูงสำหรับใช้ผลิตเอทานอล แต่ก่อนที่จะไปถึงพันธุ์มันสำปะหลังดังกล่าว จะขอนำเรื่องราวของเอทานอลมาเสนอให้ทราบเป็นพื้นฐานอีกครั้ง

ทำอย่างไรจึงได้เอทานอล

จากข้อมูลของสถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร อธิบายเกี่ยวกับ “เอทานอล” ไว้ว่า เอทานอลเป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งเกิดจากการหมักพืช เศษซากพืช เช่น อ้อย น้ำตาล กากน้ำตาล กากอ้อย บีทรูท แป้งมันสำปะหลัง มันเทศ ธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวฟ่าง เพื่อเปลี่ยนแป้งจากพืชให้เป็นน้ำตาล และเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์ที่ทำให้บริสุทธิ์ตั้งแต่ 95% โดยปริมาตร เรียกว่า “เอทานอล” ซึ่งสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ 3 รูปแบบ คือ

1. เอทานอล 95% ใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรงแทนน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดีเซล ใช้กับเครื่องยนต์ที่มีอัตราส่วนการอัดสูง

2. ดีโซฮอล์ (Diesohol) สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล สามารถใช้เอทานอลบริสุทธิ์ 95% ผสมน้ำมันดีเซลในอัตราส่วนร้อยละ 15 และเพิ่มสารปรับปรุงบางตัวในปริมาณร้อยละ 1 – 2 เรียกว่า “ดีโซฮอล์”

กระบวนการผลิตเอทานอล

1. แป้ง + น้ำ (Alpha – amylase 1 ชั่วโมง)
2. น้ำแป้งโมเลกุลเล็ก (Glucoamylase)
3. น้ำตาล Glucose, Amylase (ยีสต์ Saccharomyces 72 ชั่วโมง)
4. น้ำหมักหรือน้ำส่า (แอลกอฮอล์ 8 – 10%) แยกกากส่า กลั่นอาหารสัตว์
5. แอลกอฮอล์ 95% dehydrate แอลกอฮอล์ 99.5%
6. เอทานอล เอทานอลไร้น้ำ

Posted on

แนวโน้มการเติบโตของอาหารอินทรีย์ในปี 2015

%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%81

แนวโน้มการเติบโตของอาหารอินทรีย์ในปี 2015

ผู้คนนับล้านทั่วโลกมีมากขึ้นและตระหนักเกี่ยวกับชนิดของอาหารที่พวกเขาอนุญาตให้มีในร่างกายของพวกเขา อาหารที่ปลูกตามอัตภาพจะกลายเป็นน้อยลงและน้อยในความต้องการ คนที่ต้องการฟรีอาหารของสารกำจัดศัตรูพืชสารเคมีกำจัดวัชพืชหรือสารพิษที่ไม่พึงปรารถนาหรือผิดปกติอื่น ๆ ที่ใช้ระหว่างการเจริญเติบโตและการเก็บเกี่ยวกระบวนการ
การเจริญเติบโตในตลาดอาหารอินทรีย์ที่ได้รับความสำคัญมากในปีที่ผ่านมา แนวโน้มยังคงเติบโตสูงโครงการสำหรับปี 2015 ในปี 2010 เพียงห้าปีที่ผ่านมาตลาดอาหารอินทรีย์เป็นมูลค่า 57200000000 $ มูลค่าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2015 คือ $ 104,500,000,000
เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตอย่างมากนี้เป็นเรื่องง่าย: คนที่มีความคิด พวกเขามีความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่จะเข้าสู่การอาหารของพวกเขาที่เป็นจริงการเจริญเติบโตของมันและค่าใช้จ่ายเพื่อสภาพแวดล้อมของเรา ผู้คนต้องการอาหารอินทรีย์จากแหล่งท้องถิ่นมากขึ้นไม่ปลูกตามอัตภาพอาหารที่ถูกส่งมาจากประเทศที่ห่างไกลใช้จ่ายจำนวนดาราศาสตร์ของเชื้อเพลิงฟอสซิลที่จะได้รับมันไปที่ร้านขายของชำกล่องใหญ่
สินค้าเกษตรอินทรีย์มีแนวโน้มที่จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีขนาดเล็กเนื่องจากความจริงที่ว่าสินค้าเกษตรอินทรีย์ไม่ได้รับการรักษาด้วยวิธีเดียวกันอาหารที่ปลูกตามอัตภาพอยู่ในเพื่อที่จะรักษาพวกเขาสำหรับการเดินทางที่ยาวนานไปซูเปอร์มาร์เก็ต เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ใช้สารเคมีสังเคราะห์ใด ๆ สำหรับการเก็บรักษาอาหารอินทรีย์พวกเขาจะไม่สามารถที่จะเดินทางในระยะทางไกลทำให้การบริโภคเชื้อเพลิงฟอสซิลสำหรับการขนส่งขนาดเล็กกว่าที่ของอาหารที่ปลูกตามอัตภาพ
เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงอินทรีย์ยังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น คนที่เป็นมากขึ้นและมีความกังวลมากขึ้นว่ายาปฏิชีวนะและฮอร์โมนการเจริญเติบโตมอบให้กับเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงตามอัตภาพจะมีผลกระทบที่ไม่ดีกับคนที่กินมัน นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการให้อาหารของผลพลอยได้จากสัตว์วัวยกอัตภาพทำให้ความเสี่ยงของโรควัวบ้าและเนื้อวัวปนเปื้อนสูง
สัตว์เลี้ยงเนื้ออินทรีย์ไม่ได้รับยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็นฮอร์โมนการเจริญเติบโตหรือผลพลอยได้จากสัตว์อื่น ๆ พวกเขาจะยังยกโดยทั่วไปอยู่ในสภาพที่ดีกว่าเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงตามอัตภาพ
ประชาชนยังมีความกังวลมากเกี่ยวกับอาหารดัดแปลงพันธุกรรมและผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ อาหารอินทรีย์ 100% ไม่ได้มีการตัดแต่งพันธุกรรมใด ๆ แสตมป์ USDA Certified Organic หมายความว่าอาจจะมีร้อยละขนาดเล็กของ GMOs รวมอยู่ในส่วนผสม แต่จำนวนเงินที่จะมีเพียงเล็กน้อย
อาหารอินทรีย์มากที่สุดคือจีเอ็มโอฟรีทำให้มันเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับผู้บริโภคที่มีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของจีเอ็มโอต่อสุขภาพในระยะยาวของพวกเขา นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ตลาดอาหารอินทรีย์มีระเบิดในอดีตที่ผ่านมาห้าปี
มีหลายคนที่ยังอยู่ภายใต้ความรู้สึกว่าอาหารอินทรีย์มีสุขภาพดีสำหรับคุณ ขณะที่มันเป็นความจริงที่ว่าอาหารอินทรีย์ไม่เปิดเผยให้คุณพิษสารกำจัดศัตรูพืช, ยาปฏิชีวนะ, ตัดแต่งพันธุกรรมหรือฮอร์โมนการเจริญเติบโตและอาหารอินทรีย์มากที่สุดคือสดชื่นกว่าอาหารทั่วไปไม่มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมว่าอาหารอินทรีย์จริงมีสารอาหารมากขึ้นกว่าอาหารธรรมดา
นี้ไม่ได้ดูเหมือนจะสำคัญไปนับล้านของผู้บริโภคที่มีความเต็มใจที่จะจ่ายมากขึ้นสำหรับอาหารอินทรีย์ พวกเขารู้ว่าการหลีกเลี่ยงสารกำจัดศัตรูพืช, ยาปฏิชีวนะ, GMOs ฯลฯ และมีอาหารสดเป็นมูลค่าการจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ตลาดอาหารอินทรีย์ควรดำเนินการต่อการเจริญเติบโตของเพื่อตอบสนองหรือเกินความคาดหวัง

Posted on

detoxing กับอาหารอินทรีย์

%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%94

detoxing กับอาหารอินทรีย์

ในวันที่แต่ละวันร่างกายของเราพบสารพิษนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการกินผ่านน้อยกว่าอาหารเพื่อสุขภาพหรือถูกดูดซึมผ่านสภาพแวดล้อมที่ร่างกายของเราสามารถใช้การเต้น วิธีหนึ่งที่จะช่วยขจัดสารพิษเหล่านี้คือการไปผ่านกระบวนการล้างพิษหรือ “ดีท็อกซ์.”
ตับของคุณเป็นตัวกรองสำหรับร่างกายของคุณ เมื่อเวลาผ่านไปสารพิษที่สามารถสร้างขึ้นในตับของคุณ ตับมากเกินไปเป็นเหมือนโดมิโนแรกของปัญหาสุขภาพ; เมื่อมันตกไปแล้วมันจะนำไปสู่ความก้าวหน้าปัญหาที่รุนแรงมากขึ้น
ดีท็อกซ์เป็นกระบวนการทำความสะอาด โดยเฉพาะการดีท็อกซ์ตับเป็นวิธีที่ดีในการล้างสารพิษออกในตับของคุณ มีวิธีการที่แตกต่างกันไม่กี่คนที่มีการล้างพิษ ที่นี่ที่พบมากที่สุด 3 detoxes ระยะสั้น ได้แก่ :
●ผลไม้ดีท็อกซ์
○ดีท็อกซ์นี้เป็นหนึ่งง่าย คุณกินผลไม้เป็นระยะเวลาประมาณเจ็ดวัน
●ของเหลวได้อย่างรวดเร็ว
○สำหรับดีท็อกซ์นี้คุณไม่กินอาหารที่เป็นของแข็งของเหลวคุณดื่มเพียงระยะเวลา 2-3 วัน นี้ไม่รวมเครื่องดื่มหวานเช่นโซดาหรือกาแฟ ติดเพียงน้ำหรือน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลไม่มีการเพิ่ม
●ผักและผลไม้ดีท็อกซ์
○นี้เป็นเช่นเดียวกับดีท็อกซ์ผลไม้เพียงคุณเท่านั้นที่ช่วยให้ผักตัวเองได้เป็นอย่างดีในช่วงระยะเวลาเจ็ดวัน
หลังจากเสร็จสิ้นการดีท็อกซ์คุณอาจจะสังเกตเห็นความรู้สึกที่เพิ่มขึ้นของสุขภาพและระดับพลังงานที่สูงขึ้น ธาตุดีท็อกซ์ในระยะสั้นเป็นวิธีที่ดีในการล้างร่างกายของคุณจากสารพิษที่คุณได้หยิบขึ้นมา แต่ถ้าคุณกลับไปกินอาหารแปรรูปที่มีคุณค่าทางโภชนาการไม่ดีคุณจะเร็ว ๆ นี้พบว่าตัวเองรู้สึกเหนื่อยและการสวมใส่ลงอีกครั้ง
วิธีหนึ่งในการรักษาตับเพื่อสุขภาพและร่างกายที่แข็งแรงเพื่อให้แน่ใจว่าคุณกินอย่างถูกต้อง มีอาหารบางอย่างที่เป็นธรรมชาติช่วยให้ร่างกายของคุณในการกำจัดสารพิษที่คุณเลือกขึ้น ทำให้เหล่านี้ 7 อาหารอินทรีย์ปกติส่วนหนึ่งของการรับประทานอาหารของคุณและคุณสามารถรักษาตับมีสุขภาพดี (และร่างกาย) บนพื้นฐานระยะยาว
1. กระเทียม: กระเทียมเป็นซูเปอร์สตาทำความสะอาด กระเทียมมีจำนวนเงินที่สูงของกำมะถันซึ่งป็นเอนไซม์ตับของคุณต้องการที่จะล้างตัวเองออก นอกจากนี้ยังเป็นที่สูงในอัลลิซิและซีลีเนียมซึ่งยังช่วยตับในการทำความสะอาด
2. คโคลี่กะหล่ำ: ในขณะที่หัวของผักชนิดหนึ่งที่แน่นอนจะมีสุขภาพดีมันไม่ได้มีที่อยู่ใกล้กับอำนาจที่มีหน่อหรือต้นอ่อนบรอกโคลี กะหล่ำบร็อคเป็นรูปแบบสุดเข้มข้นของผักชนิดหนึ่งที่มีระดับเป็นตัวเอกของสารต้านอนุมูลอิสระที่จะล้างออกตับของคุณ
3. ถั่วเขียว: แม้ว่าพวกเขาจะมีขนาดเล็กถั่วเขียวมีผลกระทบใหญ่! พวกเขาดูดซับสารพิษที่อาจจะอ้อยอิ่งอยู่ในทางเดินอาหารของคุณ
4. เกรปฟรุ้ต: นี่ส้มขนาดใหญ่สูงในวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเพิ่มการผลิตตับของคุณของเอนไซม์ที่จำเป็นเพื่อล้างสารพิษออกเอ้อระเหย
5. ขมิ้น: ในขณะที่ขมิ้นเป็นเพียงเครื่องเทศและไม่ใช่อาหารต่อ se มันเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดเพิ่มเอนไซม์เหล่านั้นจำเป็นในตับของคุณ
6. หน่อไม้ฝรั่ง: ผักฤดูใบไม้ผลินี้เป็นยาขับปัสสาวะธรรมชาติทำให้ง่ายขึ้นสำหรับไตและตับจะปล่อยสารก่อมะเร็งในอาหารของคุณ
7. วอลนัท: วอลนัทเป็นแหล่งที่ดีของกรดโอเมก้า 3 กรดไขมันที่สำคัญอีกครั้งเพื่อให้การสนับสนุนกระบวนการทำความสะอาดตับตามธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง neutralizing แอมโมเนีย
ถ้าคุณต้องการทำทำความสะอาดในระยะสั้นเพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นใหม่ แล้วให้แน่ใจว่าจะให้อาหารอินทรีย์ดังกล่าวข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งของอาหารปกติของคุณเพื่อให้ตับและร่างกายของคุณฟรีของสารพิษ

Posted on

การตัดเขากวางอ่อน

%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87

การตัดเขากวางอ่อน

เขาของกวางซึ่งเรียกว่า ANTLERS จะมีลักษณะเฉพาะตัว เขาตันไม่มีปลอกหุ้มเหมือนโคกระบือ หลังจากที่เขาแก่หลุด เพราะเนื่องจากมีวงจรของเขาอ่อน ซึ่งในระยะนี้จะมีเซลล์เนื้อเยื่อมหัศจรรย์ดันจนเขาแก่หลุดไปเซลล์เนี้อเยื่อนี้ จะเจริญเพิ่มทวีจำนวนอย่างรวดเร็ว จนสามารถปิดรอยแผลของเขาเก่าที่หลุดไป เหมือน CAMBIUM ของเนื้อไม้ที่ปิดหุ้มรอยแผลของลำต้นเมื่อเซลล์เนื้อเยื่อ หุ้มปิดสนิทก็จะเริ่มเจริญขึ้นเป็นทรงเขาเริ่มแตกกิ่งคู่แรกประมาณ 1 – 2 เดือน กิ่งที่งอกออกมาเรียกว่ากิ่งรับเหมา หลังจากนั้นเขากวางจะเริ่มแตกเจริญต่อไป เริ่มแตกกิ่งปลายเขาเมื่อประมาณ 3 เดือน ในช่วงนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าอัณฑะจะหดเข้าไปในช่องท้อง กวางจะระวังเขาอ่อนที่ขึ้นกับตัว จะไม่แสดงนิสัยดุดัน ก้าวร้าว กัดฟัน ใช้เขาทิ่มแทง ฝนเขา ขวิดและต่อสู้กันเองในฝูง แต่พอถึงในฤดูที่กวางเขาแก่ สัตว์ในฝูงมักจะมีรอยแผลเหวอะหวะไปทั้งตัว การตัดเขากวาง จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะลดอันตรายจากการจัดการฝูงกวาง ไม่ให้ประสบปัญหาอีกทางหนึ่งได้ เขากวางที่ตัดออกสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีคุณค่าทางเศรษฐกิจ แทนที่จะปล่อยให้แก่ไปเป็นหินปูนอย่างเปล่าประโยชน์ และเป็นอันตรายต่อฝูงสัตว์ที่ทำการเลี้ยงขยายพันธุ์

การตัดเขากวางจะเริ่มตัดกันเมื่อ เขากิ่งสุดท้ายเริ่มแตกแยกออกมาจากกันยาวไม่เกิน 2 นิ้ว จากการสังเกตในระยะนี้เขากวางจะเจริญเติบโตรวดเร็ว เฉลี่ยประมาณวันละ 1 – 2 ซม. หรือจะคำนวณจากการหลุดของเขาไม่เกิน 90 วัน การตัดเขากวางอ่อนเมื่อตัดครั้งแรกผ่านไป ซึ่งในระยะนี้เขากวางยังไม่แกจัดรอยแผลถูกดูแลรักษาไว้ให้อย่างดีด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้อง เขากวางจะงอกขึ้นมาใหม่เป็นครั้งที่ 2 และสามารถใช้ประโยชน์ได้เช่นเดิม

อุปกรณ์ที่ใช้ในการตัดเขากวางอ่อน 1. เชือกมัดเขากวาง 2. เชือกมัดห้ามเลือดเส้นเล็ก ขนาด 0.5 มิลลิเมตร 3. สำลีซับเลือด 4. ยาดำ รักษาแผล 5. เหล็กล๊อกหัวกวาง 6. เลื่อยตัดกิ่งไม้ฟันละเอียด 7. ถุงพลาสติกขนาด 7″ * 10″ 8. เหล้าขาวดีกรีต่ำ (20 – 35 ดีกรี) 9. ถังแสตนเลสผสมเหล้ากับเลือดกวางให้เข้ากัน 10. ผ้าดิบสีขาวขนาด 6″ * 6″ 11. คนตัดเขาและผู้ช่วยอีก 4 คน

ขั้นตอนการตัดเขา 1. เวลาที่ตัดควรเป็นตอนเช้าตรู่ เพราะจะทำให้แรงดันของเลือดต่ำ และเลือดจะได้ไม่ออกมาก 2. จับกวางมัดโดยการใช้บ่วงบาศก์คล้องที่ขาหลังมัดให้กวางนอนลง มัดขาหน้าทั้ง 2 ข้างดึงไว้ คอกจับควรเป็นคอกขนาดเล็ก เพื่อลดทางวิ่งของกวางและสะดวกในการจับ 3. จับหัวกวางใส่ในเหล็กล๊อกหัวกวาง ใช้เชือกที่มีอยู่มัดติดกับเหล็กล๊อก ใช้เท้าเหยียบเหล็กล็อกคนละข้าง อีก 2 คน อยู่ที่ปลายเหล็กล๊อกคนละข้าง อีก 2 คน ดึงเชือกขาหน้าและขาหลังไว้ ใช้เชือกเล็กมัดห้ามเลือดที่โคนขาไว้ก่อนตัด 4. ใช้เลื่อยที่คมตัดเขาอ่อน ห่างจากโคนเขาประมาณ 2 – 3 นิ้ว ตัดให้ขาดออกมาและถ้าต้องการเลือดจากเขาก็ให้ใช้ถุงพลาสติกใส่เหล้ามารองเอาตอนนี้เลย 5. เมื่อตัดเขาออกมาแล้ว ให้ยกเขาให้รอยตัดขึ้นด้านบน เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลออกมาจากช่องทางเดินของเส้นเลือด และเพื่อรักษาคุณภาพของเขากวางอ่อนให้มีคุณภาพสูงสุด 6. ใช้ยาดำโปะไปที่รอยแผลที่โคนเขา และเอาสำลีโปะทับไปอีกชั้น จากนั้นใช้ผ้าขาวที่เตรียมไว้ห่อแล้วใช้เชือกขนาด 0.5 มิลลิลิตรมัดติดโคนเขาเพื่อห้ามเลือดไว้ การมัดใช้เทคนิคเพื่อให้ดึงออกง่าย ๆ และเมื่อแผลหายแล้ว หรือเลือดหยุดไหล จะได้คลายเชือกออกจากการมัดได้สะดวก 7. เริ่มดำเนินการตัดอีกข้างหนึ่งเช่นเดียวกันดังกล่าวมาแล้ว 8. แก้มัดกวางแล้วปล่อยออกไป 9. ถ้าแผลแห้งแล้ว หรือเลือดหยุดไหล ให้ดึงเชือกที่มัดห้ามเลือดออก 10. นำเขากวางอ่อนไปแช่แข็ง เพื่อเตรียมส่งหรือดำเนินการอบด้ายความร้อนให้แห้ง เก็บไว้จำหน่ายต่อไป 11. ถ้าได้ปฏิบัติอย่างถูกวิธีดังกล่าว คุณสมบัติของยาดำจะรักษาแผลได้ดี ทำให้เซลล์เจริญของเนื้อเยื่อปิดรอยแผลสนิทอย่างรวดเร็วและเขากวางจะเจริญเติบโตอีกครั้ง สามารถตัดได้อีกครั้งก่อน 45 วัน ซึ่งเขาอ่อนที่งอกขึ้นครั้งที่สองนี้ จะมีขนาดเล็กกว่าครั้งแรกประมาณ 50 %

Posted on

การทำฟาร์มเลี้ยงกวางในประเทศไทย

%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86%e0%b9%86

การทำฟาร์มเลี้ยงกวางในประเทศไทย

พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าปี 2535 อนุมัติให้การเพาะเลี้ยงกวางม้าหรือกวางไทยในเชิงการค้าเป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายโดยต้องมีการขออนุญาตและจดทะเบียนฟาร์มกับกรมป่าไม้ นอกจากนี้กวางยังได้รับการบรรจุเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ได้รับการส่งเสริมการเลี้ยงมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 ปัจจุบันการเพาะเลี้ยงกวางจึงได้รับความสนใจอย่างมากจากเกษตรกร เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าธุรกิจนี้น่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีและคุ้มค่ากว่าปศุสัตว์ประเภทอื่น ๆ ซึ่งก็ทำให้ธุรกิจฟาร์มกวางขยายตัวอย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่น่าสนใจในระยะสั้น ก็คือ ธุรกิจเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์และธุรกิจเพาะเลี้ยงลูกกวางและธุรกิจที่น่าสนใจในระยะอีก 5 – 6 ปีข้างหน้าก็คือ ตลาดเนื้อกวางในประเทศ ปัจจุบันฟาร์มกวางที่เพาะเลี้ยงในลักษณะการค้ามีประมาณ 5 ฟาร์ม ซึ่งเพาะเลี้ยงกวางไทย 200 – 300 ตัวคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้จำนวนฟาร์มกวางจะเพิ่มขึ้นอีก 10 ฟาร์ม โดยจะเลี้ยงกวางพันธุ์รูซ่า ซึ่งสหกรณ์ผู้เลี้ยงกวางแห่งประเทศไทยนำเข้าจากประเทศนิวคาลิโดเนีย 3,000 ตัว เพื่อจำหน่ายแก่สมาชิกสหกรณ์ ฯ โดยทยอยส่งเข้ามาครั้งละ 400 – 500 ตัวและจะครบตามจำนวนภายใน 3 ปี สาเหตุที่ธุรกิจฟาร์มกวางได้รับความสนใจเป็นอย่างมากแม้จะเป็นธุรกิจใหม่สำหรับประเทศไทยเนื่องจากในต่างประเทศซึ่งมีภูมิประเทศและภูมิอากาศใกล้เคียงกับไทย เช่น นิวคาลิโดเนีย สามารถประสบความสำเร็จอย่างมากในการดำเนินธุรกิจฟาร์มกวางตลาดรองรับผลิตภัณฑ์กวางยังเปิดกว้างทั้งตลาดในประเทศและตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านของไทย นอกจากนี้จุดคุ้มทุนของธุรกิจฟาร์มกวางนี้ประมาณ 3 ปี

ตลาดรองรับผลิตภัณฑ์กวางในประเทศขณะนี้มีเพียงตลาดเขากวางอ่อน ซึ่งจำหน่ายอยู่ตามร้านขายยาจีนโบราณ แหล่งที่พบมากคือ เยาวราช รูปแบบที่ขายมีทั้งเขาอ่อนชนิดที่สกัดเป็นตัวยาแล้ว และเขากวางแห้งที่ยังไม่แปรสภาพ ราคาจำหน่ายประมาณ 20,000 – 30,000 บาท ซึ่งปัจจุบันพึ่งพิงการนำเข้าจากจีน มูลค่า 5 – 7 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นเมื่อมีการเลี้ยงกวางอย่างเป็นล่ำเป็นสันในประเทศไทยก็จะลดการพึ่งพิงนำเข้าเขากวางอ่อนได้ นอกจากนี้ในระยะ 5 – 6 ปีต่อไปตลาดผลิตภัณฑ์กวางประเภทอื่น ๆ ก็จะเกิดตามขึ้นมาด้วยโดยเฉพาะตลาดเนื้อกวาง ซึ่งเป็นที่นิยมบริโภคในตลาดต่างประเทศ ราคาจำหน่ายจะอยู่กิโลกรัมละ 300 – 500 บาท ซึ่งสหกรณ์ผู้เลี้ยงกวางแห่งประเทศไทย มีแผน ที่จะขยายตลาดเนื้อกวางในประเทศ โดยจะแยกชิ้นส่วนเนื้อบรรจุในแพคเก็จสำเร็จรูป ส่งจำหน่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ คาดว่าจะต้องมีการสร้างโรงฆ่าชำแหละกวาง ซึ่งคงจะต้องลงทุนประมาณ 14 ล้านบาท แม้ว่าปัจจุบันเนื้อกวางยังเป็นของหารับประทานยากในเมืองไทยเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ๆ นอกจากที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตย่านสุขุมวิท แต่ในปัจจุบันได้มีเริ่มมีการบุกเบิกตลาดเนื้อกวางในประเทศคือ บริษัท เวนิสัน (ประเทศไทย) จำกัด มีแผนจะหาผู้ร่วมลงทุนเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศ เพื่อนำเข้าเนื้อกวางมาจำหน่าย

Posted on

ผลิตภัณฑ์จากกวาง

%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%b5

ผลิตภัณฑ์จากกวาง

1. เขาอ่อน (คู่หนึ่งหนักประมาณ 2.5 กิโลกรัม)หาง เอ็นและตัวเดียวอันเดียวจะมีคุณสมบัติคล้ายโสม ถือเป็นยาโป๊ว ทำให้แข็งแรง อายุยืน ความจำดี และสุขภาพดี นำมาตากแห้งทำเครื่องยาจีน (ในนิวซีแลนด์ขายเป็นเขาสดแช่เย็น ราคาคู่ละ 15,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของเขา)ราคาเขาอ่อนสไลต์บาง ๆ เขาละ 20,000 – 30,000 บาท

2. เนื้อ สีแดงกว่าเนื้อโค เนื่องจากธาตุเหล็กมากกว่า(น้ำหนักเนื้อ 70 – 75 % ของน้ำหนักตัวมากกว่าโคขุน ซึ่งมีน้ำหนักเนื้อ 65 %)

3. กระดูกและส่วนอื่น ๆ ที่เหลือบดทำอาหารสัตว์

เมื่อมองการเลี้ยงกวางบ้านเราในปัจจุบันนั้นส่วนใหญ่ก็มักจะเลี้ยงเพื่อทำการขายพ่อแม่พันธุ์และลูกและตัดเขากวางกวางอ่อนขาย เมื่อกวางตัวผู้อายุ 1 ปีเขาจะงอก 1 แท่งเรียกว่า เขาเทียนเมื่อเขาเทียนหลุดก็จะเริ่มมีเขาที่ 2 งอกออกมาในช่วงปีที่สอง เขานี้จะตัดขายได้ แต่เขาที่ได้จะเป็นเขาขนาดเล็ก ราคาเขาสดประมาณ 3,000 – 4,000 บาท เมื่อกวางอายุ 3 ปี เขาที่ตัดได้จะใหญ่ขึ้นราคาจำหน่ายสดประมาณ 5,000 – 6,000 บาท ราคาของเขากวางอ่อนจะสูงขึ้นตามอายุกวาง บางเขาอาจจะมีราคา 20,000 – 30,000 บาท ปีหนึ่งจะตัดได้เพียงครั้งเดียว เมื่อกวางอายุได้ 20 – 25 ปี จะสามารถตัดเขาได้ประมาณ 20 ครั้ง แต่ถ้าจะเลี้ยงเอาเนื้อจะต้องส่งเข้าโรงเชือดอายุกวางไม่ควรเกิน 2 ปี ถ้าอายุมากกว่านี้เนื้อจะไม่นิ่ม

การสังเกตุอายุของเขากวางดูได้จาก “เม็ดมะระ” ซึ่งเป็นเม็ดตะปุ่มตะป่ำที่เขา ถ้ามีมากเกินไปแสดงว่าเขาค่อนข้างแก่และราคาตก ปัจจุบันได้มีการศึกษาและวิจัยสรรพคุณของเขากวางอ่อน มีการพัฒนาการนำมาใช้ประโยชน์ให้สะดวกกว่าสมัยโบราณเช่น การทำเป็นผงเขากวางอ่อนบรรจุแค็ปซูล ผลการวิจัยพบว่าเขากวางอ่อนมีโปรสตาแกลนดินส์ (Prostaglandins) ซึ่งมีความสำคัญต่อการทำงานของเซลล์ในร่างกายช่วยลดอาการบาดเจ็บ บวม ติดเชื้อและอาการปวดต่าง ๆ ได้ โดยขนาดรับประทาน รับประทานวันละ 1 แค็ปซูล เวลาเช้า ผงเขากวางอ่อนผลิตจากเขากวางที่กำลังงอกออกมาใหม่ ๆ มีส่วนประกอบของโปรตีนคลอเจน ซึ่งยอมรับกันว่ามีคุณสมบัติในการสมานแผลและบำรุงรักษาผิวจากการวิเคราะห์ทางเคมีพบว่าผงเขากวางอ่อนจะประกอบด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่สำคัญดังนี้ – สารอินทรีย์ประมาณ 54 % – โปรตีน 47 % ประกอบไปด้วยโปรตีนคลอลาเจนเป็นส่วนใหญ่และโปรตีนอื่น ๆ ได้แก่กลูตามิกแอซิค อะลานิน ไกลซีน โพรลีน ตลอดจนกรดอมิโน อื่น ๆ อีกหลายชนิด – แร่ธาตุ 33 % ประกอบด้วย แกงกลิโอไซต์ สฟิงโคไมอีลิน และโปรสตาแกลนดินส์ – ความชื้น 12 % เถ้าถ่าน 34 % น้ำตาล 3 % และกรดอะมิวโคโพลีแซคคาไรค์น้อยกว่า 1 % การแบ่งเกรดเขากวางขึ้นอยู่กับขนาดรูปร่าง และความสมบูรณ์ของเขากวางโดยจะแบ่งเป็น 5 เกรด (ดูรายละเอียดในตาราง) ถ้าจะจำหน่ายเป็นเขากวางสดก็จะต้องใส่ถุงพลาสติกแช่เย็นไว้รอจำหน่าย ซึ่งผู้เลี้ยงกวางในนิวซีแลนด์จะจำหน่ายเฉพาะเขากวางสดเท่านั้น โดยผู้ซื้อซึ่งเป็นชาวเอเซียจะนำเขากวางไปอบเอง หลังจากอบแล้วจึงขนส่งขายต่างประเทศ เขากวางอ่อนทำรายได้ให้แก่เกษตรประมาณกิโลกรัมละ 2,000 – 3,000 บาท

Posted on

โรคที่สำคัญของกวาง

%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84

โรคที่สำคัญของกวาง

โรคกวางที่สำคัญที่มีผลเสียต่อทางเศรษฐกิจจากที่เคยบันทึกในประเทศที่เลี้ยงกวางเป็นฟาร์มขนาดใหญ่มี 2 โรคได้แก่

1. วัณโรคปอด โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียสามารถติดต่อถึงคนได้ แพร่ระบาดไปถึงกวางตัวอื่น ๆ ได้ง่ายก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากในนิวซีแลนด์ มาตรการควบคุม ก็คือ ทดสอบตรวจโรคกวางในฝูงเป็นประจำโดยทางรัฐจะสำรวจกำหนดเขตฟาร์มต่าง ๆ ในประเทศว่าเป็นเขตปลอดวัณโรคหรือไม่ หรือเขตที่มีวัณโรคในอัตราส่วนที่ต่ำ โดยรัฐออกใบรับรองแต่ละฟาร์ม โรคนี้ถือเป็นโรคที่มีการระบาดบ่อยมากในฟาร์มเลี้ยงกวาง

2. โรคแท้งติดต่อ ถึงแม้ว่าจะเป็นโรคไม่รุนแรงถึงขั้นตาย แต่ก่อให้เกิดผลเสียหายทางเศรษฐกิจ โรคนี้จะแพร่เชื้อเร็วมาก ฟาร์มกวางที่ได้มาตรฐาน จะมีการกำหนดโปรแกมการป้องกันรักษาโรคไว้ ซึ่งลักษณะการทำโปรแกรมขึ้นอยู่กับเจ้าของฟาร์มแต่ละฟาร์ม ถึงแม้ว่าจะเลี้ยงกวางในลักษณะปล่อยเลี้ยงในทุ่งกว้างก็จะมีการต้อนเข้าคอกกักเพื่อนำมาตรวจสอบ ตรวจโรคเพื่อที่จะรักษาได้ทันท่วงที

สำหรับในประเทศไทยนั้นเท่าที่ตั้งแต่เริ่มเลี้ยงกันมายังไม่มีรายงานเรื่องโรค แต่ก็ไม่อาจจะชะล่าใจได้ควรทำความสะอาดคอกอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้กวางปลอดจากโรคที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะกวางทุกตัวไม่ต้องทำวัคซีน พอเข้าฤดูฝนก็ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อโรยบริเวณคอกและไม่ควรให้คนภายนอกเข้าไปในคอกเป็นอันขาด ที่สำคัญจะไม่ให้กวางเข้าไปใกล้แพะแกะหรือวัวเป็นอันขาดเพราะสัตว์พวกนี้คือพาหะนำโรค

ขอยกตัวอย่างกรณีฟาร์มแห่งหนึ่งเป็นฟาร์มที่อยู่ติดแม่น้ำ ทำให้น้ำท่วมขังในฟาร์มแล้วเกิดพยาธิในเลือดชนิด TRYPANOSOMIA ซึ่งปกติจะเป็นในวัวแต่ติดต่อมาถึงกวางได้เพราะมีแมลงชนิดหนึ่งไปดูดเลือดวัวและมาดูดเลือดกวางต่อจึงนำเชื้อมาสู่กวางด้วย ทำให้กวางติดพยาธิและตายไป เมื่อผ่าศพดูจึงพบว่าเป็นพยาธิ ในเหตุการณ์ตอนนั้นมีการตายไป 2 ตัว